ไขข้อข้องใจจะเกิดอะไรขึ้นหากเราไม่ขับถ่ายทุกวัน อันตรายหรือไม่

ตู๋ อีจัน

ตู๋ อีจัน

9 มกราคม 2567

ไขข้อข้องใจจะเกิดอะไรขึ้นหากเราไม่ขับถ่ายทุกวัน อันตรายหรือไม่

การขับถ่ายถือเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ควรทำให้เป็นนิสัยอย่างยิ่ง เพราะการขับถ่ายที่ดีจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้ดีตามไปด้วย แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ละเลยเรื่องดังกล่าว ไม่ยอมขับถ่ายให้เป็นนิสัยด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีเวลา ถ่ายไม่ออก หรือไม่อยากนั่งห้องน้ำเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งแน่นอนว่าการไม่ขับถ่ายนั้นส่งผลเสียกับสุขภาพแน่นอน แต่จะเป็นอะไรนั้น มาลองดูกันเลย

Christopher Hair ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัย Deakin ระบุว่า “ร่างกายของคนเรามีความซับซ้อน การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพักผ่อนนอนหลับ การขับถ่ายทั้งอุจจาระ และปัสสาวะ เรื่องที่ดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับใครหลายคน อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนบางคนได้ โดยเฉพาะเรื่อง การขับถ่าย”

บางคนอาจรู้สึกว่า ใน 1 วันต้องขับถ่ายอย่างน้อย 1 ครั้ง เพราะถ้าทั้งวันไม่ถ่ายเลย จะรู้สึกอึดอัดท้อง และอาจส่งผลให้ในวันต่อมาถ่ายยาก ถ่ายลำบากมากขึ้น จนอาจมีอาการท้องผูกได้ แต่บางคนผ่านมา 2-3 วัน ถ่าย 1 ครั้ง แต่ก็ถ่ายได้สบายๆ โดยไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด ดังนั้นเรื่องของการขับถ่ายสำหรับแต่ละคนจึงค่อนข้างแตกต่าง และหลากหลายตามการทำงานของระบบขับถ่าย รวมไปถึงวิถีชีวิต อาหารการกินต่าง ๆ เป็นต้น

“จำนวนครั้งในการขับถ่ายที่เหมาะสมของแต่ละคนก็ค่อนข้างแตกต่างกันมากเช่นเดียวกัน จากรายงานการวิจัยหลายชิ้นพบว่า การขับถ่ายที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด จะอยู่ราวๆ ตั้งแต่ 3 ครั้งต่อวัน ไปจนถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และน้อยกว่า 40% ที่มีพบว่ามีคนที่ขับถ่ายวันละ 1 ครั้ง”

อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งของการขับถ่ายสัมพันธ์กับอาการของโรคติดเชื้อบางอย่าง เช่น โรคท้องร่วง (ที่ทำให้มีการขับถ่ายบ่อยขึ้น) มะเร็ง (ถ่ายเป็นเลือด) หรือหากไม่มีการขับถ่ายเลย ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่ายได้เช่นกัน

จำเป็นต้องถ่ายให้ได้วันละ 1 ครั้งหรือไม่?

Damien Belobrajdic นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก CSIRO สถาบันวิทยาศาสตร์ระดับชาติของประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า “การขับถ่ายให้ได้วันละ 1 ครั้งไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่หากขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์อาจก่อให้เกิดอันตรายตามมาได้ เช่น โรคริดสีดวงทวาร หรือรูทวารเป็นแผลจากอุจจาระขนาดใหญ่ และแข็งจนทำให้มีเลือดออก เป็นต้น”

“อาการท้องผูกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การเข้ารับการรักษาจากอาการของโรคบางอย่าง (ผลข้างเคียงจากยาบางตัว เช่น ยาที่มีส่วนผสมของฝิ่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร อาหารเสริมที่มีธาตุเหล็ก) และสาเหตุที่ชัดเจนที่สุดคือ การทานอาหารที่มีกากใยอาหารน้อยเกินไป”

ปัจจัยที่ทำให้จำนวนครั้งในการถ่ายในแต่ละวันไม่เท่ากัน

-ปริมาณน้ำที่ดื่ม ยิ่งดื่มน้ำมาก ก็จะยิ่งถ่ายบ่อย หรือง่ายขึ้น

-อายุที่มากขึ้น อาจทำให้การขับถ่ายทำได้ยากขึ้น

-กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน หากคุณลุกเหินเดินวิ่งอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงออกกำลังกายเป็นประจำ (คาร์ดิโอ) จะช่วยให้ขับถ่ายได้ง่าย หรือบ่อยครั้งกว่าคนที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไร อยู่นิ่ง ๆ หรือไม่ออกกำลังกาย

-อาหารที่ทาน คนที่ทานผักน้อย กากใยอาหารน้อย ก็จะมีโอกาสขับถ่ายได้น้อยครั้ง หรือขับถ่ายยากกว่าคนที่ทานผักผลไม้เป็นประจำ และคนที่ทานอาหารจำพวกแป้ง คาร์โบไฮเดรตในปริมาณมากเป็นประจำ ก็อาจขับถ่ายได้ยาก หรือน้อยครั้งกว่าคนที่ทานแป้งน้อยกว่า

-ประวัติการรักษาโรค อาจมีผู้ป่วยบางโรคที่ได้รับผลกระทบทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ด้อยประสิทธิภาพลง เช่น โรคโครห์น ที่เป็นความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการระคายเคือง และทางเดินอาหารบวม โรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล หรือไวรัสลงกระเพาะ ท้องเดินจากไวรัส เป็นต้น

-ปริมาณของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ เอสโตรเจนในร่างกายของผู้หญิง ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบขับถ่ายได้เช่นกัน เพราะพบว่าผู้หญิงบางคนจะถ่ายบ่อยกว่าปกติเมื่อเข้าใกล้ช่วงที่กำลังจะมีประจำเดือน เป็นต้น

-วิถีชีวิตของแต่ละคน บางคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในชั่วโมงเร่งรีบ อบู่บนถนนที่รถติด ต้องอยู่ที่ๆ จำกัดเป็นเวลานาน หรือไม่ชอบการขับถ่ายนอกบ้าน อาจมีพฤติกรรม “กลั้น” ไว้ก่อน ส่งผลให้จำนวนครั้งที่ถ่ายในแต่ละวันเปลี่ยนแปลง และมีปัญหาท้องผูกในภายหลังได้เช่นกัน

เคล็ดลับการขับถ่ายให้เป็นปกติ

ง่ายที่สุดเลย คือ เพิ่มอาหารที่มีกากใยอาหารให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ เช่น ผัก ผลไม้ โฮลเกรน ธัญพืช ถั่ว และดื่มน้ำให้มากขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำก็ทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน หากเริ่มมีอาการท้องผูก อึดอัด อยากถ่าย สามารถดื่มน้ำให้มากขึ้น หรือทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต กิมจิ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน