กว่าจะเป็น ไอซ์ รักชนก ส.ส. สาวสุดแกร่ง
Milky อีจันบันเทิง
12 กุมภาพันธ์ 2569

จุดเริ่มต้นที่ “บ้านบุญธรรม”
ชีวิตของ ไอซ์ รักชนก เริ่มต้นในชุมชนแออัดริมคลอง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่หลายคนเรียกว่าแหล่งมั่วสุม เธอเติบโตมาในบ้านบุญธรรม ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความพร้อม แต่เริ่มจากโชคชะตาที่เหลือเชื่อ เมื่อ “อี๊เกี่ย” คนในชุมชนถูกหวยยี่กีแล้วไปอุ้มเธอมาจากปู่ย่าคู่หนึ่งที่เลี้ยงเธอไม่ไหว หลังจากแม่แท้ๆ ซึ่งเป็นนักร้องฝากไว้แล้วหายไป เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีพี่น้องถึง 7 คน โดยที่ไม่เป็นสายเลือดเดียวกันกับพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว พร้อมคำตราหน้าจากคนรอบข้างที่คอยคัดค้านว่า “เลี้ยงไปเถอะ เดี๋ยวโตมาก็เหมือนแม่มัน” ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอสัมผัสถึงความเหลื่อมล้ำ และการถูกเลือกปฏิบัติมาตั้งแต่จำความได้
ไอซ์สะท้อนภาพความหดหู่ของวงจรชีวิตที่คนนอกไม่เคยเข้าใจ เช่น การที่เด็กในชุมชนถูกสังคมทอดทิ้งจนกลายเป็นเด็กเกเร และถูกตราหน้าว่าเป็น เด็กเลว โดยที่ไม่มีใครเคยยื่นมือเข้าไปให้โอกาสทางการศึกษาที่แท้จริง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวัยเพียง 15 ปี เมื่อเรียนจบ ม.3 ที่ โรงเรียนสตรีวัดอัปษรสวรรค์ จู่ๆ แม่บุญธรรมเดินมาบอกว่าหลังจากนี้ “ต้องดูแลตัวเองแล้วนะ” คำพูดนี้คือสัญญาณว่าเธอจะไม่ได้เรียนต่อ ม.4 เหมือนเพื่อนคนอื่น เพราะครอบครัวส่งเสียไม่ไหว และต้องการให้เธอทำงานหาเงิน

ไอซ์ เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ริมเบียง Podcast ว่า…
“บ้านนี้ทุกคนได้เรียนประมาณนี้แหล่ะ หลังจากนั้นก็ได้ดูแลตัวเอง เด็กม.3 ตอนนั้นน่ะ ดูแลตัวเองคืออะไร ทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง แล้วทำยังไงให้มันรอดไปวันวันนั้น ก็แปลว่าเขาจะไม่ให้เรียน ม.4-ม.6 แล้ว เพราะว่าถ้าเรียน ม.4 -ม.6 จะไม่ได้ทำงาน เพราะว่า ม.4-ม.6 จะต้องเรียนเต็มวัน ก็คือ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น เราจึงเลือกเรียนพาณิชย์แทน
จริงๆ คือไม่ได้อยากทำ เราคือ ม.3 นึกภาพตัวเองออกไปตอนนั้น เราก็คิดว่าคงเป็นเด็กม.3 ทั่วไปที่คิดว่าคงอยากเรียน อยากอยู่กับเพื่อน อยากอยู่กับกลุ่มคนที่รู้สึกสบายใจ เติบโตด้วยกัน มาทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วก็คึกคัก ตอนนั้นก็เศร้า คือเพื่อนก็เศร้า มันเหมือนกับอยู่ด้วยกัน มาแล้วอยู่ดีๆ ทุกคนก็จะต้องไป ม.4 ต่อโรงเรียนเดิมกันหมด แต่เราต้องไปเรียนพาณิชยการ ซึ่งตอนนั้นไปเรียนตั้งตรงจิต มาปีหนึ่งเกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายในชีวิต ในปีนั้นสุดท้ายแล้ว เราก็ได้กลับมาเรียน ม.4 เพราะว่าได้ทุนทรัพย์กลับมา”

เธอในตอนนั้นต้องกล้ำกลืนความเศร้าที่เห็นเพื่อนเรียนต่อที่เดิม แต่เธอต้องแยกตัวไปเรียนสายอาชีพที่ตั้งตรงจิตพณิชยการ เพื่อให้มีเวลาเลิกเรียนตอนบ่ายสอง แล้วไปเสิร์ฟติ่มซำหาเงินเลี้ยงชีพ เธอจึงต้องผลักดันตัวเองอย่างหนัก จนคว้าทุนเรียนดี และได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่น ก่อนจะสอบเข้าเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ สถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สำเร็จ และยังคงต้องทำงานส่งตัวเองเรียน โดยทำอาชีพแม่ค้าออนไลน์ และบอกว่า ถ้าไม่ได้เป็น ส.ส.จะเป็นแม่ค้าออนไลน์เหมือนเดิม…
“คือตอนแรกขายใน Facebook ยิงแอด 1000 นึง ขายได้ 50,000 แล้วก็ย้ายมาขายใน Instagram ก็คือย้ายมายิงใน Instagram แทน ซึ่งยุคนี้มันก็เปลี่ยนไปแล้ว คือแพลตฟอร์มที่จะขายของแล้วยังพอที่จะสร้างตัวได้อยู่ก็คือ TikTok เราก็ขายหากินกับการค้าขาย แล้วก็ใช้ชีวิตใช้โซเชียลมีเดีย ทำการสื่อสาร ซึ่งทุกวันนี้เป็น ส.ส. ก็ใช้โซเชียลมีเดียสื่อสาร”

แต่ความทรงจำในชุมชนแออัดยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญในการทำงาน การเมือง เธอจึงตัดสินใจละทิ้งอาชีพแม่ค้าออนไลน์ที่เคยประสบความสำเร็จ มีรายได้มหาศาลจากการไลฟ์สด และยิงแอดใน Facebook และ TikTok เพื่อก้าวเข้าสู่สนาม การเมือง…
“ไม่ได้มีครอบครัวที่เกี่ยวกับการเมืองมาก่อน เราก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเรา จนมีเพื่อนเรามองว่าเราอาจจะกล้าลองได้ กล้าฝันได้ คิดดูนะ คนในเจนเรา ที่เติบโตมากับการเมืองรูปแบบหนึ่ง ใครจะคิดว่าอยากเป็น ส.ส. ว่ะ เราไม่มีเงิน นามสกุลใหญ่โต ไม่มีคนในครอบครัวเป็นมาก่อน มีเครือข่ายเส้นสาย สุดท้ายก็สมัครมา มันตลกมากตอนนั้น คือพรรคก็บอกแล้วว่ามันเหลืออยู่เขตเดียว แต่เขตบางบอน เราก็แบบว่า เอาละ ส่งกูไปตายละ ทำไมต้องมาลงเขตนี้อะ โหสู้ยังไงก็ไม่ได้อ่ะ ซึ่งตอนเข้าไปแรกๆ มันก็เป็นยังงั้นจริงๆนะ ทุกคนก็แบบโห เอาเด็กกะโปโลที่ไหนมาลงเนี่ย มันก็มีอยู่วันหนึ่งแหละ แราก็เรียกว่าฮึบกับตัวเองขึ้นมาว่า โอเคเราอาจจะไม่มีโอกาส เราอาจจะเป็นวันธรรมดา เราไม่มีเงินทอง แล้วมีชื่อเสียงอะไร แต่ว่ากูก็ไม่อยากทำให้พรรคกูเสียชื่อ ว่าส่งมาลงเขตนี้แล้วปอด ไม่กล้า ไม่สู้ เอาว่ะ คุยกับทีมงานว่า ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด ต่อให้แพ้ สุดท้ายแล้วก็มันก็ออกดอกออกผลเนอะ”

แต่ด้วยแรงฮึบที่ไม่อยากให้พรรคเสียชื่อ และความตั้งใจที่จะพิสูจน์ว่าคนธรรมดาก็เป็น ส.ส. ได้ ไอซ์ และทีมงานเบื้องหลังจึงทำงานอย่างหนักจนเกิดปรากฏการณ์ล้มยักษ์ในที่สุด ทุกวันนี้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากไลฟ์สไตล์ที่เคยไปคาเฟ่ช้อปปิ้ง กลายเป็นการลงพื้นที่รับฟังปัญหา และถกเถียงเรื่องกฎหมายในสภา แม้ค่าตอบแทนจะน้อยกว่าเดิม และต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยล้า หรือการถูกจ้องจับผิด แต่เธอกลับพบความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการเห็นรอยยิ้มของชาวบ้านที่ภูมิใจในตัวเธอ และความหวังที่จะใช้เวลาต่อจากนี้ เปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประเทศที่ทุกคนเสมอหน้าเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย และไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังเหมือนที่เธอเคยเจอในอดีต

นี่แหละคือชีวิตของ และเส้นทางของ “สส. ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ที่เต็มไปด้วยความหวัง อยากสู้เพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น