ไม่จบง่าย! มหากาพย์ “จนทิพย์” ลามถึง “โอม พ่อเลี้ยงเดี่ยว”

ไม่จบง่าย! มหากาพย์จนทิพย์ ลามถึง “โอม” พ่อเลี้ยงเดี่ยว แจงชัด 90% ชีวิตจริง 10% คอนเทนต์
ยอมรับเซ็ตคราบสกปรก เพื่อทดสอบน้ำยา

(วันนี้ 30 พ.ค. 69) ไม่จบง่าย สำหรับมหากาพย์ “จนทิพย์” ที่เริ่มต้นจากกรณีครอบครัวไรเดอร์ ออกมาแฉเบื้องหลังการทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่า คอนเทนต์ชีวิตลำบากที่หลายคนเคยเห็น ไม่ได้เกิดจากชีวิตจริงทั้งหมด แต่มีการเขียนบท กำกับภาพ และวางคาแรกเตอร์โดยบริษัทเอเจนซีทุนจีน เพื่อทำให้ภาพของครอบครัวดูน่าสงสาร และเรียกกระแสจากคนดู

ฝั่งครอบครัวไรเดอร์อ้างว่า ถูกให้ทำห้องรก ทำชีวิตให้ดูขัดสน ภรรยาไม่ต้องทำงาน ส่วนสามีต้องออกไปทำงานหนัก เพื่อให้คนดูรู้สึกสงสารและติดตามคอนเทนต์มากขึ้น นอกจากนี้ยังอ้างว่า บริษัทมีการหักส่วนแบ่งสูงถึง 80% ก่อนเกิดจุดแตกหัก เมื่อฝั่งไรเดอร์อยากเปิดร้านขายไก่ทอด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว แต่กลับถูกเสนอให้ขายหมูปิ้งแทน เพราะภาพลักษณ์ดูน่าสงสารกว่า

หลังประเด็นนี้กลายเป็นกระแสใหญ่ ชาวโซเชียลก็เริ่มขุดต่อแบบไม่พัก ก่อนจะโยงมาถึงอีกหนึ่งช่องที่ถูกจับตาอย่างหนัก นั่นคือ “โอม พ่อเลี้ยงเดี่ยว” หรืออินฟลูเอนเซอร์จากช่อง “ลุงหมีนั่นแหละ” ที่ทำคอนเทนต์แนวพ่อเลี้ยงเดี่ยว ดูแลลูก ทำความสะอาดบ้าน และขายผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาด

ประเด็นที่ทำให้หลายคนจับตา คือภาพคราบสกปรกในคลิปของโอม ว่าตกลงเป็นคราบจริงจากชีวิตประจำวัน หรือเป็นคราบที่ถูกจัดฉากขึ้นมา เพื่อทำให้คลิปดูน่าสนใจขึ้น และทำให้สินค้าดูน่าเชื่อถือมากขึ้นหรือไม่

ล่าสุด โอมได้ออกมาชี้แจงในรายการ “ถกไม่เถียง” โดยยืนยันว่า เรื่องราวของตัวเอง “90% คือชีวิตจริง” ส่วนอีก “10% คือคอนเทนต์” พร้อมอธิบายว่า ตัวเองมีลูกจริง และเส้นทางการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เกิดจากความตั้งใจอยากกลับมาอยู่กับลูก หลังเคยห่างจากครอบครัวไปประมาณ 3 เดือน

โอมเล่าว่า เดิมทีเคยทำงานเขียนโค้ดแบบฟรีแลนซ์ แต่ด้วยความต้องการหาอาชีพที่สามารถทำงานไปด้วย และเลี้ยงลูกไปด้วยได้ จึงเริ่มศึกษาการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ก่อนพัฒนามาเป็นคอนเทนต์สายทำความสะอาด และค่อย ๆ มีผู้ติดตามจำนวนมาก

ส่วนประเด็นร้อนเรื่อง “เซ็ตฉากคราบสกปรก” โอมยอมรับว่า มีบางฉากที่เขาสร้างคราบขึ้นมาเอง เช่น คราบซีอิ๊ว โดยให้เหตุผลว่า ต้องการทดสอบประสิทธิภาพของน้ำยาทำความสะอาด และอยากให้ผู้ชมเห็นภาพชัดขึ้นว่าน้ำยาสามารถขจัดคราบได้จริง

โอมยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาทำให้ใครเข้าใจผิด และได้ออกมาขอโทษแล้ว หลังภาพลักษณ์ของคอนเทนต์ทำให้หลายคนรู้สึกว่าอาจไม่จริงใจ โดยเฉพาะคนที่เคยอุดหนุนสินค้า เพราะอินกับบทบาทพ่อเลี้ยงเดี่ยว และรู้สึกเห็นใจในชีวิตของเขา

แต่ดราม่ายังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะชาวเน็ตยังไปเจอร้านค้าสีส้มในช่องของโอม ที่ขายน้ำยาทำความสะอาดแบรนด์ของตัวเอง ก่อนพบว่าเลขทะเบียนนิติบุคคลที่ใช้จดแจ้ง ไปตรงกับบริษัทสไตล์ป๊อบมีเดีย หรือ SPM ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า น้ำยาทำความสะอาดดังกล่าวเป็นแบรนด์ของโอมจริง ๆ หรือเป็นสินค้าของเอเจนซี

เมื่อถูกถามกลางรายการว่า น้ำยาทำความสะอาดนี้ไม่ใช่ของโอมคนเดียวใช่หรือไม่ หรือเป็นของเอเจนซีจีน โอมชี้แจงว่า น้ำยาดังกล่าวเป็นของบริษัท SPM (สไตล์ป๊อป มีเดีย) แต่เป็นแบรนด์ที่มาจากไอเดียของตัวเอง โดยเล่าว่า ระหว่างทำคอนเทนต์ทำความสะอาด เขาเจอคราบสกปรกหลายรูปแบบ จึงคิดอยากมีน้ำยาสักตัวที่ช่วยลดขั้นตอน และแก้ปัญหาคราบต่าง ๆ ให้คนได้จริง

โอมบอกว่า ตอนแรกไอเดียนี้เป็นเพียงภาพในหัว ยังไม่สามารถทำให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้ จึงนำไปปรึกษากับทีมว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะผลิตน้ำยาขึ้นมา เพื่อต่อยอดจากคอนเทนต์ทำความสะอาด และนำเสนอว่าสินค้าสามารถช่วยแก้ปัญหาคราบต่าง ๆ ได้อย่างไร

ส่วนเหตุผลที่เลขจดทะเบียนเป็นของบริษัท โอมอธิบายว่า เพราะเคารพในระบบของบริษัท และให้บริษัทเป็นฝ่ายดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมองว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่มีความตั้งใจ และอยากทำสิ่งนี้ให้ออกมาเป็นรูปธรรม

พิธีกรยังถามต่อว่า สรุปแล้วเอเจนซีเข้ามาปั้นโอมให้เป็นภาพลักษณ์แบบนี้ เพื่อทำคอนเทนต์และขายของด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งโอมตอบว่า รูปแบบคอนเทนต์ที่เห็นเป็นตัวตนของเขาเอง และเป็นธรรมชาติของเขา

ส่วนคำถามว่าใครเป็นคนติดต่อใครก่อน โอมเผยว่า “คุณเกม” เป็นคนติดต่อมา โดยตอนนั้นตนเองกำลังศึกษาคอร์ส TikTok และการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์อยู่แล้ว เมื่อคุณเกมเข้ามาอธิบายเพิ่มเติม และมีประสบการณ์ในด้านนี้ โอมจึงมองว่าเป็นโอกาสในการต่อยอดเส้นทางอินฟลูเอนเซอร์ของตัวเอง

โอมยืนยันว่า เจตนาของตัวเองคืออยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาตั้งแต่เด็ก และอยากมีอาชีพที่สามารถอยู่กับลูกสาวได้ จึงรับโอกาสจากทีมเข้ามาช่วยต่อยอด เพราะมองว่าอีกฝ่ายมีประสบการณ์ และทำให้เส้นทางการเติบโตเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงทำให้โลกออนไลน์ถกเถียงกันต่อว่า การเซ็ตคราบเพื่อสาธิตสินค้า ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หรือควรมีการบอกผู้ชมให้ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าเป็นฉากทดสอบ ไม่ใช่คราบจริงจากชีวิตประจำวัน

งานนี้มหากาพย์ “จนทิพย์” จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่กรณีครอบครัวไรเดอร์ แต่กำลังขยายไปสู่คำถามใหญ่ของวงการอินฟลูเอนเซอร์ว่า เส้นแบ่งระหว่าง “ชีวิตจริง” “คอนเทนต์ที่จัดฉาก” และ “การสร้างแบรนด์เพื่อขายของ” อยู่ตรงไหน และผู้ชมควรได้รับความชัดเจนมากแค่ไหน ก่อนจะตัดสินใจเชื่อ แชร์ หรืออุดหนุนสินค้า