ลับแลเป็นชื่ออำเภอหนึ่ง ในจำนวน 9 อำเภอของจังหวัดอุตรดิตถ์
ตำนานชายหนุ่มทุ่งยั้งหลงเข้ามาในเมืองลับแล มีเมียมีลูก แล้วทนเสียงลูกร้องไม่ไหว ต้องหลอกว่าแม่มา ให้ลูกหยุดร้อง เป็นการผิดผีผิดกฎ จนต้องออกพ้นเมืองลับแล เมียขนขมิ้นใส่ย่าม หนักนักก็ทิ้งเสียกลางทาง จนพ้นเมืองก็เหลือหัวเดียว หยิบมาดูขมิ้นกลายเป็นทอง!!
ตำนานนี้เล่าจนรู้กันทั่วแล้ว
คำว่า “ลับแล” นั้น ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้
เนื่องจากเป็นที่ป่ารก หลบซ่อนตัวง่ายและ ภูมิประเทศเป็นเมืองอยู่ในหุบเขามีที่เนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองถ้าไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศจะหลงทางได้ง่าย
เมืองนี้จึงถูกเรียกว่าเมืองลับแล
วันนี้ อีจันบันเทิง นิคเนม จันเทิง ขอพาคุณขึ้นเรือนลับแล แลชมบรรยากาศเมือง ผ่านนิทรรศการความรู้ ที่ยิ่งดูยิ่งเพลินนะเจ้าคะ
ที่ตั้งเรือน :
เรือนลับแลอยู่หน้าเมืองลับแล เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล
ออกจากตัวเมืองอุตรดิตถ์มาตามถนนสาย 102 เพียง 20 กิโลเมตร จะเห็นประตูเมืองลับแลตั้งตระหง่านคร่อมถนนอยู่ฝั่งขวามือก่อนเข้าเมืองนี่ละค่ะ มีเรือนลับแลอยู่ จอดรถแล้วเดินเข้ามาได้เลย ใครใคร่ขี่จักรยานเขาก็มีให้ใช้ แต่เดินก็ไม่ทันเมื่อยดอกหนา

ประตูเมืองลับแล

เมืองห้ามพูดโกหก

พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล

เรือนลับแล

แม่ม่ายเมืองลับแล

ติดต่อที่อาคารข้างพิพิธภัณฑ์
ขึ้นเรือน : ถอดรองเท้าก้าวขึ้นบันไดเรือนชาน จะพบพ่อเฒ่านั่งเลี้ยงหลาน อาจจะเป็นหนุ่มในตำนานนั่นกระมัง ไม้พื้นเรือนเป็นมันขลับ ได้รับการบำรุงรักษาดีค่ะ

ทนเสียงลูกร้องไม่ไหว

เด็กๆ มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์

พื้นขัดเงาวับ
ฝากระดานมีตำราภาษาลับแล ทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ค่อย ๆ อ่านสะกดคำได้ช้า ๆ ชาวเมืองลับแลดั้งเดิม มีภาษาถิ่นแบบสำเนียงสุโขทัยโบราณ (คือในชุมชนรอบพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ตำบลทุ่งยั้ง ตำบลไผ่ล้อม ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่ปรากฏหลักฐานในสมัยสุโขทัย และชุมชนเดิมในพื้นที่ตั้งตัวอำเภอลับแล ก่อนที่จะถูกทิ้งร้าง) ปรากฏหลักฐานศิลาจารึกการสถาปนาพระธาตุเจดีย์พิหารในสมัยพระยาลิไทย สันนิษฐานว่าแถบที่ตั้งเมืองลับแลทั้งหมด เป็นชุมชนที่ใช้ภาษาถิ่นแบบสำเนียงสุโขทัยโบราณมาก่อนนับ 700 ปี

ภาษาลับแล

ภาษาลับแล

ภาษาลับแล

ภาษาลับแล
ต่อมามีการอพยพชาวไทยวนจากอาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสนมา ซึ่งปัจจุบันชาวไทยวนในอำเภอลับแลส่วนใหญ่อยู่ในเขตตอนเหนือของอำเภอ และที่ตั้งตัวอำเภอ ส่วนเขตทางใต้ของอำเภอลับแล ยังคงเป็นชุมชนภาษาถิ่นแบบสำเนียงสุโขทัยโบราณอยู่ ดังนั้นชาวลับแลจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ทั้ง 2 วัฒนธรรม คือชุมชนภาษาถิ่นแบบสำเนียงสุโขทัยโบราณ และชุมชนภาษาถิ่นล้านนา มีภาษาพูด ภาษาเขียน การแต่งกาย อาหารการกิน เป็นแบบล้านนา ดูกระดานที่เขียนอักษรทีละตัว ก็สนุกดีค่ะ

เครื่องดนตรีพื้นบ้าน

อุปกรณ์ทำมาหากิน
ห้องเก็บข้าวของเครื่องใช้มีอุปกรณ์ทำกิน สะสมให้ชมกัน มีแม่อุ้ยแม่เฒ่าอยู่ในครัวไฟ คนลับแลทำอาหารบนเรือน ถนอมอาหารไว้บนหิ้งแขวนเหนือเตา ได้ควันไฟไอร้อนรักษาคุณภาพของกินให้ปลอดมดแมลง เช่นเดียวกับเรือนครัวหลาย ๆ ภาค

แม่อุ้ยแม่เฒ่าอยู่ในครัวไฟ

คนลับแลทำอาหารบนเรือน

กระต่ายขูดมะพร้าว

โม่
ห้องนอนมีเตียงตั่ง จัดบรรยากาศเสมือนมีคนอยู่

จัดบรรยากาศเสมือนมีคนอยู่

ห้องนอนมีเตียงตั่ง จัดบรรยากาศเสมือนมีคนอยู่
นิทรรศการพาย้อนอดีต : ที่น่าสนใจให้เดินดูได้นาน ๆ เหมาะกับผู้สนใจเรื่องมานุษยวิทยาและสังคม คือภาพเก่า เล่าเรื่องชีวิตและการเดินทางของคนลับแลค่ะ คณะศิลปินนับสิบชีวิต ที่หน้าเรือน

ภาพเก่า เล่าเรื่องชีวิตและการเดินทางของคนลับแล

คนลับแล

คณะศิลปินนับสิบชีวิต ที่หน้าเรือน
กับผ้าลับแล ย่ามลับแล อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ และลวดลายผ้าจกที่บันทึกไว้ครบทุกลาย มีชื่อเรียกที่ทำให้อมยิ้มไปกับจินตนาการของคนลับแล

ย่ามลับแล

ลวดลายผ้าจก

ลวดลายผ้าจก

ลวดลายผ้าจก
จากชานเรือนลับแล เรามองออกไปเห็นประตูเมืองลับแลได้มุมได้องศาดีทีเดียว นับว่าที่ตั้งของเรือนลับแลนี้เหมาะสมนัก

มองออกไปเห็นประตูเมืองลับแล

มองออกไปเห็นประตูเมืองลับแล
ลงเรือนนี้ขึ้นเรือนโน้น : อีกเรือนหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือเรือนพระศรีพนมมาศ เราลงจากเรือนลับแล เดินผ่านใต้ถุน มองเห็นกี่ทอผ้าเก่า และครกกระเดื่องตำข้าวที่ด้านหลังเรือนลับแล มาขึ้นเรือนใหม่อีกหลัง บนนี้ดูใหม่กว่า จัดแสดงประวัติและสายตระกูลเจ้าเมืองเก่า ที่คนลับแลระลึกถึงท่านเสมอ

กี่โบราณ

ครกกระเดื่องตำข้าว
“พระศรีพนมมาศ” มีชื่อเดิมคือ “ทองอิน แซ่ตัน” ท่านเป็นอดีตนายอำเภอลับแล ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล 5 เล่ากันว่า ท่านได้สร้างความเจริญให้แก่อำเภอลับแลเป็นอย่างมาก เช่น เป็นผู้วางผังเมือง สร้างฝายหลวง พัฒนาการศึกษา รวมทั้งส่งเสริมการเกษตร เป็นบุคคลที่คนอำเภอลับแลให้ความเคารพนับถือสืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน ถ้าเข้าไปใน อ. ลับแล จะเห็นชื่อของท่านปรากฏอยู่ทั่วไป

เรือนพระศรีนพมาศ

พระศรีนพมาศ
เรียนรู้ด้วยทุกสัมผัส : เมื่อชมพิพิธภัณฑ์เมือง เรามีอิสระในการใช้ความคิดจินตนาการ และใช้เวลาตามความพอใจ จันเทิงชอบวิธีการจัดแสดง ที่เสมือนมีชีวิตแม้ไม่มีคน เสมือนมีมัคคุเทศก์ แม้ไม่มีใครพูดให้ฟัง หากเพื่อน ๆ ผ่านมาอุตรดิตถ์ แม้นอกฤดูทุเรียน ก็มีความรู้และความสุขของเรื่องราวท้องถิ่นให้เสพทุกสัมผัส ทุกฤดูกาลค่ะ วันนี้ขออนุญาตเข้าเมืองลับแล ไปหาหลงลับแล-หลินลับแล ชิมสักเข่งนะเจ้าคะ อ้อ.. แล้วจะซื้อไม้กวาดตองกง ทำจากดอกหญ้า ที่คนลับแลเย็บเป็นไม้กวาดอย่างแน่นหนา ราคาไม่กี่สิบบาท กลับไปกวาดเรือนตัวเองบ้าง น่าจะดีค่ะ

ทำจากดอกหญ้า