น้ำตาแม่เลี้ยงเดี่ยว เปิดใจ โรสแมรี่ คาฮันดิง ยอมโดนด่า หาคนอุปการะลูก
Milky อีจันบันเทิง
24 มีนาคม 2569

ชีวิตบีบคั้น ถึงขั้นหาคนอุปการะลูก เปิดใจ โรสแมรี่ คาฮันดิง ยอมโดนด่า ให้ลูกสบาย
เรื่องราวของ โรสแมรี่ คาฮันดิง อดีตนักร้องยุค 90 ที่วันนี้ต้องออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกผ่าน อีจันบันเทิง กับเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเคยเห็น

เธอเล่าว่า จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มขึ้นหลังหมดสัญญาค่าย และไม่ได้เดินต่อในวงการบันเทิง จากนั้นต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด หันไปรับงานร้องเพลงกลางคืนอยู่เกือบ 10 ปี แม้บางคืนจะได้ค่าตัวเพียง 300 บาท ก็ยังต้องยอมรับ เพราะอย่างน้อยมันคือรายได้ที่ทำให้เธอมีข้าวกิน
ชีวิตยิ่งยากขึ้นไปอีก เมื่อเธอตั้งครรภ์ แต่พ่อของเด็กกลับหายไปตั้งแต่ตอนนั้น เธอต้องรับภาระทุกอย่างเพียงลำพัง กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อลูก หอบลูกไปทำงาน ไปอยู่โรงแรมของเพื่อนที่อรัญประเทศ พาลูกตระเวนไปทำงานกลางคืนด้วยตั้งแต่ยังเล็ก

พอเข้าสู่ช่วงโควิด มรสุมชีวิตก็ยิ่งหนักหน่วง งานหาย รายได้เป็นศูนย์ แต่รายจ่ายยังคงอยู่ โดยเฉพาะลูกที่เธอรักที่สุด เธอยอมรับตรงๆ ว่าเคยคิดด้วยความเจ็บปวดว่า “ลูกไม่น่ามาเกิดกับเราเลย” เพราะไม่อยากให้ลูกต้องลำบากแบบนี้
แต่ถึงจะลำบากแค่ไหน เธอก็ไม่เคยพูดร้ายถึงพ่อของลูก เวลาลูกถาม เธอเลือกตอบด้วยความอ่อนโยนว่า “พ่อไปทำงานไกล พ่อยังรักหนูนะ”

มรสุมยังไม่จบ เมื่อลูกป่วยเป็น ลำไส้อักเสบ อาการรุนแรงถึงขั้นปวดท้องหนัก อาเจียนเป็นเลือด และเป็นลมที่โรงพยาบาล ต้องวิ่งหาหมอเฉพาะทางเอง เพราะระบบสิทธิ์การรักษาบัตรทอง 30 บาท ไม่เอื้อให้เข้าถึงการรักษาที่ต้องการได้ทันที ค่าใช้จ่ายในการตรวจ และรักษาสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รายได้กลับไม่แน่นอน
เธอเล่าว่า บางวันแทบไม่ได้กินข้าว เพื่อเก็บเงินไว้ให้ลูกกินก่อน แต่ลูกกลับไม่ยอมกิน ถ้าแม่ไม่กินด้วย นั่นยิ่งทำให้หัวใจคนเป็นแม่ยิ่งเจ็บ

ลูกของเธอเป็นเด็กเรียนดี ใช้ภาษาอังกฤษได้ และเริ่มคิดอยากหางานช่วยแม่ ทั้งที่ยังอยู่ในวัยที่ควรได้ใช้ชีวิตอย่างสบายกว่านี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เธอยิ่งรู้สึกผิด และอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงตัดสินใจออกมาขอความช่วยเหลือ และมองหาคนที่สามารถอุปการะลูก เพื่อให้ลูกได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อค่าใช้จ่ายในอนาคตเพิ่มขึ้น
แต่สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิจารณ์จากสังคม บางคนมองว่าเธอ “เอาลูกมาขาย” เธอยอมรับว่า รู้ตั้งแต่แรกว่าจะต้องโดนด่า แต่ก็ยังเลือกทำ เพราะนี่อาจเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่

เรื่องราวของเธอ อาจไม่มีคำว่าถูกหรือผิดในสายตาของทุกคน แต่ในมุมของคนเป็นแม่ นี่คือการดิ้นรนครั้งสุดท้าย เพื่อให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าที่เธอมี และบางทีสิ่งที่เราเห็น อาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความเจ็บปวด ที่คนคนหนึ่งต้องแบกรับไว้ทั้งหมดเพียงลำพัง