บุ๋ม ปนัดดา อัปเดตสถานการณ์ชายแดน พร้อมเฉลยนางเอกคนไหน คืนดีแฟนเก่า?
อีจัน บันเทิง
6 มกราคม 2569

ออกงานหนึ่งครั้งเรียกว่าต้องชี้แจงหลากหลายประเด็น สำหรับ บุ๋ม ปนัดดา ล่าสุด เจ้าตัวขออัปเดตสถานการณ์ชายแดน ให้ได้ฟังหน่อย โดย บุ๋ม เผยว่า
“สถานการณ์ชายแดน เมื่อเช้ามีปืนยิงเข้ามา จากฝั่งกัมพูชา แม่เพิ่งพูดไปเมื่อวานเองว่ายังไงก็ไม่หยุด เพราะทางกัมพูชายังมีการสอดแนมอยู่ตลอดเวลา มีการส่งโดรนมาตลอดเวลา เราก็ยังมีการเติมกำลังตลอดเวลา ล่าสุดยิงปืนมาเพื่อทดสอบค่ะ เขาต้องการยิงเข้ามาเพื่อให้เรายิงกลับไป เพื่อเก็บภาพแล้วเอาไปฟ้องเวทีโลก ว่าเราทำร้ายเขาอีกแล้ว เราไม่เคยเริ่มก่อนเลย แต่เขายืนยันว่าเขาจะเอาพื้นที่เขาคืน ซึ่งมันไม่ใช่พื้นที่ของเขาค่ะ มันเป็นพื้นที่ที่เขาบุกรุกเรามา บุ๋มเองกำลังซ่อมบังเกอร์เก่า สร้างบังเกอร์ใหม่ ในพื้นที่ที่เราได้มา และสร้างบังเกอร์ให้กับโรงพยาบาล ต่างๆที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงในพื้นที่จังหวัดสระแก้วด้วย คนไข้อย่างประเภทฟอกไตเขา รอสงครามไม่ได้ค่ะ เขาต้องฟอกไม่งั้นเขาจะเสียชีวิตได้ เราก็เลยต้องทำบังเกอร์ในหลายๆโรงพยาบาลเกิดขึ้น แต่ไม่สามารถระบุได้ ถ้าถามว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบุ๋มว่ากัมพูชายังไงก็ไม่หยุดค่ะ ก็เขานิสัยเป็นแบบนั้น และเขาก็ยังอยากได้พื้นที่ของเรา สัญญาเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่ควรจะพิจารณาให้ดี รอบคอบค่ะ เมื่อมีผลกระทบอย่างไรบ้าง แต่บุ๋มว่าจะมีสัญญาหรือไม่มีสัญญา สิ่งที่สำคัญก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นที่ตั้งค่ะ”

ตอนที่ไปเห็นเป็นยังไงบ้าง?
“ตอนช่วงหยุดยิงจะช่วยพวกเขาได้เยอะมาก แต่คนบอกว่าหยุดทำไมทำไมไม่บุกไปเราได้พื้นที่มาแล้วค่ะ ดังนั้นหยุดได้บ้างก็จะดีมาก เพราะว่าทหารเองก็อยากเจอครอบครัว เราต้องเข้าใจสภาพครอบครัวของทหารด้วย และครอบครัว ประชาชน ในพื้นที่ชายแดนด้วย เราเป็นคนนอกเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราไม่ทราบหรอกค่ะลูกระเบิดที่มันข้ามหัวตลอดเวลา เราอยู่ด้วยความกลัวยังไง แต่บุ๋มอยู่ตรงนั้นบุ๋มรู้ดีค่ะว่า มันไม่มีความสุขเลย ข้าวที่ลงไป หนี้ที่ลงไป ดอกมันขึ้นนะคะ ผักที่มันเก็บเกี่ยวมันต้องเก็บเกี่ยว แต่กลายเป็นว่ามันเก็บเกี่ยวไม่ได้ เขามีแต่หนี้แต่รายได้ไม่มี มันน่าสงสารนะคะ เด็กก็ไม่ได้เรียนหนังสืออ่ะค่ะ ฉะนั้นช่วงที่หยุดยิงมันทำให้เขาได้กลับไป เจอสัตว์เลี้ยง เจอวัว เจอควาย ของเขา ได้กลับไปให้อาหารและกลับไปดูแล ทุกคนอยากกลับบ้านค่ะ ดังนั้นถ้าเราไม่ใช่คนในชายแดนจริงๆ อย่าเอาตัวเองเป็นความสะใจอย่างเดียว เราต้องมองผลประโยชน์โดยรวม”
“ถ้ากัมพูชาไม่หยุดเราก็หยุดไม่ได้เพราะเรามีความจำเป็นต้องปกป้องประชาชนของเรา แนวหน้าเองก็ไม่รู้จะยังไงค่ะ แต่ทุกคนยังสู้ไม่ถอยนะคะ เขารู้ว่าคนข้างหลังอย่างพวกเรายังให้กำลังใจอย่างเต็มที่ ทุกคนบอกว่าขอบคุณทุกกำลังใจ ไม่ต้องห่วงว่าแนวหน้าจะเป็นยังไงถ้ารบก็พร้อมเสมอ”

เรื่องกฏหมายคุกคาม?
“เรื่องกฎหมายบุ๋มอยู่ในคณะกรรมาธิการ เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่ปี 67 ลุ้นอยู่ว่ากฎหมายจะผ่านทันหรือไม่ทัน เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล บุ๋มทำงานตรงนี้มาตั้งแต่ปี 57 นี่คือคณะกรรมาธิการ หรือกฎหมายร่างที่ 5 หรือ 6 ของบุ๋มแล้วเนี่ย ตั้งแต่บุ๋มอยู่แล้วเปลี่ยนแปลงกันมา แต่ในกฎหมายตัวนี้ก็ทำให้มันทันสมัยมากขึ้น เพื่อรองรับ น้องๆในกลุ่ม LGBTQ เขียนชัดได้ว่าถ้าเป็นอวัยวะเพศแบบผ่าตัดแปลงเพศมา ถ้าเกิดมีการโดนข่มขืนก็คือข่มขืน การตีความระหว่างคำว่าข่มขืนกับล่วงละเมิดหรืออนาจาร มันมีความละเอียดอ่อน แต่ในความรู้สึกของน้องกระเทยทั้งหลาย เขาก็บอกว่า หนูไม่เต็มใจให้ผู้ชายคนนี้มีอะไรด้วยมันก็คือข่มขืน แต่ทำไมตำรวจสมัยก่อนบอกว่า กระเทยอ่ะผู้ชายของปลอม ไม่ได้เสียหายขนาดนั้นก็เป็นอนาจาร แล้วกัน ซึ่งผมไม่เข้าใจสภาพจิตใจน้องๆ ตรงนี้เราก็เลยต้องปรับ กลับเพื่อให้เขาถึงตัวน้องๆ และเคสที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงแบบชาย-ชายด้วยนะคะ จริงๆการคุกคามทางเพศมันเป็นเคสที่เกิดขึ้นจริงที่บุ๋มรับมา จะเคสในสถานที่ทำงาน เจ้านายผู้ชาย มีการบอกว่าใส่ชุดอย่างนี้เห็นหน้าอกชัดจังเลย ตัวน้องเขาจะไปทำงานได้ยังไง ในเมื่อเขาโดนคุกคามแบบนี้ แต่เขาก็ต้องไปเพราะมันคืองาน คือเงินของเขา เขาไม่ควรโดนแบบนี้ค่ะ บางทีมีส่งข้อความมาด้วยมันถึงต้องแบ่ง เป็นขั้นเป็นตอน ที่ผ่านมาผมพยายามปรับให้มันทันสมัยมากขึ้น ตั้งแต่ปี 57 ตั้งแต่ค่าปรับข่มขืนแค่ 8,000 บาท ขอให้เป็น 80,000-400,000 บาท ข่มขืน จำคุก พอปี 58 ข่มขืนจำคุก ก็เลยขอว่าถ้าจำคุกไปแล้ว ศาลท่านสั่งไปแล้วเนี่ย ถ้าข่มขืน 5 ประเภท ก็จะไม่ได้อภัยโทษอีกต่อไป ก็คือข่มขืนแล้วฆ่า , ข่มขืนโดยใช้อาวุธร้ายแรง, ข่มขืนเยาวชน, ข่มขืนคนในสันดานอย่างเช่นพ่อข่มขืนลูก ลุงข่มขืนหลาน แล้วก็ข่มขืนซ้ำ ทำแล้วก็ทำอีก พวกนี้จะไม่ได้รับการอภัยโทษก็ผ่านไปแล้วเมื่อปี 58 ที่บุ๋มทำ”
“แต่ก่อนเวลาทำกฎหมายเราจะจับใครผิดสักคนนึงมันไม่ง่ายนะ คุณต้องไปแจ้งความ บางทีตำรวจก็มองอย่างหนึ่งไอ้บทความคำว่าคุกคาม ตำรวจมองอย่างนึง ทนายความมองอย่างหนึ่ง อัยการมองอย่างหนึ่ง ผู้พิพากษามองอีกอย่างหนึ่ง แม้กระทั่งนักสิทธิมนุษยชน หรือ องค์กรอย่างเรา ก็มองอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องเอามาประชุมร่วมกันว่าไอ้คำพูดที่เขียนในสภากันเนี่ย มันมองและตีความแบบเดียวกันไหม จากจุดนั้นก็เลยกลายมาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากขึ้น ก็เลยกลายมาเป็น เรื่องคุกคามที่เป็นทั้งวาจา การกระทำ คำพูดและข้อความ ก็คือมาเป็นของปีนี้ ที่แม่ดำเนินการต่อเนื่องจากปีนั้น”

อย่างเคสล่าสุด โดม ปกรณ์ ลัม?
“ไม่คิดว่ากฎหมายจะดังขนาดนี้ ปัญหาก็คือ เพิ่งเจอน้องโดม ด้วย น้องโดมก็เพิ่งมาบริจาคของที่มูลนิธิด้วย บุ๋มเชื่อว่าครั้งแรกที่เห็นข้อความ ทุกคนก็น่าจะตกใจ ว่าโดมจริงหรือเปล่า เฟซจริงไหม น้องเขียนจริงหรอ หรือเป็นเฟซปลอม ก็ขยี้ตาก่อนเหมือนนักข่าวทุกคน เพียงแต่ว่าในเมื่อทำจริงเขาก็ควรขอโทษ ก็ควรต้องยอมรับผิด ถ้าบุ๋มในฐานะที่เป็นแม่ แล้วถ้าลูกสาวบุ๋มโดนแบบนี้ ยังไงบุ๋มก็ต้องออกมาปกป้องลูก ยังไงก็ออกมาปกป้อง คุ้มครองคนที่ถูกกระทำ เพราะว่ามันไม่มีใครควรที่จะโดนแบบนี้ คนดังหรือไม่คนดังจะมีผลต่างกันไหม บุ๋มว่าสมัยนี้ยิ่งดังยิ่งเสียค่ะ บุ๋มเชื่อว่าข้อความแบบนี้ไม่ได้มีแค่อันนี้อันเดียว มันมีข้อความแบบนี้เยอะมากในโซเชียล บุ๋มเองก็ยังโดนจนถึงทุกวันนี้ ถ้าเกิดกระทำผิดก็ต้องยอมรับผิด บุ๋มไม่แน่ใจว่าการมองของการกระทำความผิดในครั้งนี้ มันจะผิดไปถึงขั้นไหน แต่บุ๋มเชื่อว่ายังไง โดมเขาคงได้รับผลของเขาอย่างเต็มที่อย่างแน่นอน เพราะมีคนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง บุ๋มบอกว่าเขาได้รับผลกระทบหนักอย่างเต็มที่ในแบบที่ควรจะเป็นอยู่แล้วแหละ มันก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย มันไม่ใช่สำหรับน้องโดมคนเดียว ใครก็ตามที่ไปคุกคามคนอื่น ก็ต้องโดนค่ะ”
กรณีนี้บทลงโทษจะประมาณไหน?
“มีความเป็นไปได้หลายอย่าง ถ้าศาลมองว่า โดม มีการสำนึกผิดอย่างจริงใจ มีการรีบเอากระเช้าไปขอโทษ แล้วพยายามจะขอโทษอย่างจริงใจอีก โดม เองอาจจะมาสารภาพกับศาลว่าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ผมเมาครับหรืออะไรก็ตาม ศาลท่านก็อาจจะแค่รอลงอาญา แต่ถ้าทำอีกดังเลยนะ โดนแก้ตัวไม่ทันแล้วนะ ในส่วนของเรื่องเก่าๆขึ้นอยู่กับว่าทนายเอาไปพ่วงด้วยหรือเปล่า ศาลท่านก็จะพิจารณาตามหลักฐานที่ทนายยื่น ขึ้นอยู่กับทนายของน้องจินนี่ว่า ถ้านายเอาหลักฐานอื่นๆว่าพฤติกรรมของน้องโดมเป็นแบบนี้ต่อเนื่องหรือเปล่าแต่ถ้าไม่เอาแค่อันนี้ก็อาจจะแค่ลองลงอาญา ทั้งหมดบุ๋มไม่กล้าวิจารณ์เพราะผมไม่ใช่ศาล บุ๋มไม่รู้ว่าทนายของน้องจินนี่จะยื่นหลักฐานอะไรไปบ้าง”

เรื่องนางเอกคืนดีแฟนเก่า?
“ที่เล่าข่าวไปไม่ใช่น้องณิชานะคะ ขอยืนยันว่าไม่ใช่น้องณิชา การเล่าข่าวของบันเทิงและแม่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นหน้าแม่อยู่คนเดียว ข่าวทุกช่องเล่าหมดแม่รับจบหมดเลย ต้องเล่าว่าเรื่องนี้ไม่ใช่น้องณิชา แต่แค่เขาคืนดีกัน แต่ไม่ใช่ว่าคืนดี แล้วต้องกลับมาเป็นแฟนเข้าใจใช่ไหม เขาแค่โกรธกันไปนานมาก แล้วเขากลับมาคืนดีกัน ไม่ใช่ณิชา อั้มกับพกค่ะ ใช้คำว่าคืนดีเป็นเพื่อนกันแต่ไม่ได้ใช้คำว่าเป็นแฟน เฉลยเลยจะได้ไม่ต้องไปคนอื่น นักข่าวอย่างเราอย่าไปทำคนอื่นเขาเดือดร้อน เราจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นว่าเราเล่าข่าวใคร เราต้องมีคำตอบให้กับประชาชนให้ได้ แม่ก็เลยรับหน้าให้แทนว่าเป็นอั้มกับพก เขาแค่กลับมาเป็นเพื่อนกัน แต่ไม่ได้เป็นแฟนอะไรนะจบ ถามว่าใจแม่อยากให้อั้มมีความสุขไหม ใช่”
เอาเป็นว่าไม่ต้องเดาแล้ว สรุปเป็นคู่อั้ม – พก จ้า