แจ้งจับ! ภรรยาพระเอก “ศรราม” ฉ้อโกงขายหน้ากากอนามัย สูญเงินกว่า 9 แสน
migrator
11 มกราคม 2564

วันนี้ (30 มี.ค. 63) เวลา 13.00 น. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ พาผู้เสียหาย เจ้าของสหคลินิกแห่งหนึ่งย่านมีนบุรี เข้าพบ “พ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ” รอง ผกก.(สอบสวน) ที่สน.หัวหมาก เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานฉ้อโกง กับ “น.ส.กนิษฐรินทร์ พัชรภักดีโชติ” หรือ ”ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์” ภรรยาของดารานักแสดงชื่อดัง ”ศรราม เทพพิทักษ์” หลังสั่งซื้อหน้ากากอนามัยกว่า 2 แสนชิ้นแต่กลับไม่ได้ของ จึงทำให้สูญเสียเงินกว่า 9 แสนบาท พร้อมนำหลักฐานการสนทนาทางไลน์ สลิปการโอนเงิน มามอบให้เป็นหลักฐาน

“น.ส.เอ๋” กล่าวว่า ตนเป็นเจ้าของคลินิกตรวจสุขภาพแห่งหนึ่งย่านมีนบุรี จึงมีความต้องการหน้ากากมาใช้ส่วนตัว และให้แพทย์ พยาบาลใช้ในการตรวจผู้ป่วย โดยตนได้รู้จักกับภรรยาของพระเอกหนุ่มศรราม ผ่านทางไลน์ที่มีเพื่อนแนะนำมา ว่าสามารถสั่งหน้ากากอนามัยนำเข้าจากต่างประเทศได้ ตนจึงติดต่อสั่งซื้อหน้ากากอนามัยโดยนำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม ยี่ห้อ 3 เอ็ม ในราคาชิ้นละ 9.50 บาท จำนวน 2 แสนชิ้น เป็นเงิน 1,800,000 บาท

จากนั้นได้มีการตกลงกันทางไลน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอีกฝ่ายบอกว่าต้องจ่ายค่ามัดจำครึ่งหนึ่งเป็นเงินจำนวน 900,000 บาท โดยตนสั่งซื้อไปเมื่อวันที่ (5 มี.ค. 63) ที่ผ่านมา และจะได้รับของภายในวันที่ (13 มี.ค. 63) ตนจึงโอนเงินมัดจำก้อนแรก 400,000 บาท จากนั้นทะยอยโอนเงินให้ทั้งหมดรวม 6 ครั้งในราคา 900,000 บาท

ทั้งนี้ที่ตนตัดสินใจสั่งซื้อกับ “น.ส.ติ๊ก” เนื่องจากเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีวันเวลากำหนดรับสินค้าที่แน่นอน อีกทั้งมีการระบุให้รับของได้ที่บ้านของ ”นายศรราม เทพพิทักษ์” โดยตรง ทำให้ตนเชื่อมั่นยิ่งขึ้นว่าไม่น่าจะถูกหลอก พอถึงวันที่ (13 มี.ค. 63) กลับปรากฎว่าตนไม่ได้รับของตามที่นัดหมายไว้ ซึ่งตนได้พยายามติดต่อทางไลน์ แต่อีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด โดยอ้างเหตุผลและข้อติดขัดปัญหาต่าง ๆ เช่น ทำของไม่ครบตามเงื่อนไขในการสั่งซื้อ ให้รอไปก่อน หรือไม่ก็สั่งซื้อด้วยชื่อตนเอง ที่ผ่านมาก็พยายามรอ แต่ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น จนทำให้ไม่อยากได้ของแล้ว โดยตนขอเงินส่วนที่ตนเองเสียไปคืนมาเท่านั้น แต่กลับตกลงกันไม่ได้ จึงตัดสินใจรวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดังกล่าว

“พ.ต.ท.นพพร” กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องทำการสอบปากคำผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ก่อน พร้อมจะตรวจสอบรายละเอียดของหลักฐานที่นำมามอบให้กับทางพนักงานสอบสวน ซึ่งต้องมาดูว่าจะเข้าข้อหาฉ้อโกงฯ ตามที่ผู้เสียหายแจ้งได้หรือไม่ และต้องมาดูว่าผู้ถูกร้องมีหลักฐานรายละเอียดการติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยจริงหรือไม่ หากมีหลักฐานการสั่งซื้อ แต่เกิดขัดข้องการส่งสินค้าล่าช้าเอง ก็จะเป็นความผิดในทางแพ่ง แต่ถ้าไม่มีหลักฐานติดต่อซื้อหน้ากากจริง จึงจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ทั้งนี้ต้องขอเวลาตรวจสอบพยานหลักฐานต่าง ๆ ประกอบ รวมถึงทำการสอบปากคำทั้งสองฝ่ายก่อน หากพบมีการกระทำผิดตามที่ผู้ร้องได้กล่าวหาจริง ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
