ยาย่า เคลียร์ครั้งแรก! ปมฮุบธุรกิจคลินิก หลังเม พรีมายา ออกมาแฉ
แคน อีจันบันเทิง
6 ตุลาคม 2568

หลังจาก เม พรีมายา ออกมาเล่าเรื่องราวเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าถูกหุ้นส่วน “ฮุบธุรกิจคลินิก” ที่สร้างมาด้วยกัน ล่าสุด หนึ่งในอดีตหุ้นส่วนอย่าง ยาย่า ออกมาชี้แจงครั้งแรก ถึงมุมของตนเองว่า “ความจริงอีกฝั่ง” เป็นอย่างไร
ยาย่าเผยว่า รู้จักเมมาก่อนในฐานะลูกค้าธุรกิจเสื้อผ้าของเธอ และพูดคุยกันต่อเนื่อง จนภายหลังยาย่ามีแพลนเปิดคลินิกเสริมความงามอยู่แล้ว ซึ่งตัวเธอเองก็เป็นลูกค้าของ หมอกลาง และ หมอต่อ อยู่ก่อน เมจึงยังไม่รู้จักหมอทั้งสอง ยาย่าเป็นคนที่พาทุกคนมารู้จักกัน

ช่วงเริ่มต้น มีการเปิดบริษัทขึ้นมา 2 แห่ง
• บริษัท PP พริมย่า (ด้านเวชกรรมและสกิน)มี 4 หุ้นส่วน คือ ยาย่า, หมอต่อ, หมอกลาง และเม
• ต่อมามีการเปิด บริษัท PP (ด้านศัลยกรรม) มีหุ้นส่วน 6 คน ได้แก่ ยาย่า, หมอต่อ, หมอกลาง, เม พรีมายา และหุ้นส่วนอีก 2 คน
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เมได้ “ขายและโอนหุ้น” ของบริษัท PP พร้อมทำสัญญาขายอย่างเป็นทางการ ช่วงนั้นบริษัทกำลังเผชิญดราม่าพบสารอันตรายในผลิตภัณฑ์ ทำให้ยอดตก เมจึงเสนอขายหุ้นเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ โดยเป็นการขายขาด เสนอขายให้หุ้นส่วนทั้งสาม

แต่จุดนี้กลับขัดแย้งกับคำพูดของเมในสัปดาห์ก่อน เมระบุว่า “หุ้นส่วนเป็นคนเสนอให้เมขาย” แต่ยาย่ายืนยันว่า เมเป็นฝ่ายเสนอขายเอง
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือ “ราคาหุ้น” ที่ขายเพียงหลักแสน ทั้งที่เมอ้างว่าคลินิกมีรายได้กว่า 50 ล้านต่อเดือน ยาย่าชี้แจงว่า ช่วงเวลานั้นยอดขายและกำไรเหลือเพียง “หลักล้านต่อเดือน” เท่านั้น

ส่วนกรณีที่เมบอกว่า “ไม่ได้ขายหุ้น แต่ฝากไว้ให้หุ้นส่วน 3 คน” ยาย่ายืนยันชัดว่า เป็นการขายจริง จ่ายเงินสดครบถ้วน และสุดท้ายประเด็น “เงินปันผล” ที่เมอ้างว่ายังได้รับหลังขายหุ้น ยาย่ายืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ไม่มีการโอนเงินปันผลใด ๆ ให้เม พรีมายา
อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย ทำไม “ยาย่า” ถึงยอมขายหุ้นคืนให้กับทางเม?
ยาย่าเล่าว่า การขายครั้งนั้นเป็นการ “ขายคืนให้ญาติของเม” เพราะตนเองทำธุรกิจร่วมกับญาติของเมอยู่แล้ว ไม่ได้ขายคืนให้เมโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ก่อน เม พรีมายา เคยออกมาเล่าว่า หลังจากเคลียร์คดีเสร็จ ก็ได้มีการเข้าไปเจรจาขอ “นำหุ้นที่ฝากไว้คืน” แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องไม่ใส่ชื่อเม ต้องใส่ชื่อญาติแทน
ด้านยาย่าเผยว่า ตอนที่เมและญาติมาคุยกัน เธอไม่ทราบรายละเอียดการตกลงภายใน แต่ยืนยันว่า “คนที่มาซื้อหุ้นคือญาติของเมจริง”
ก่อนหน้านั้น หลังจากที่ญยาย่าซื้อหุ้นจากเมมาแล้ว ได้มีการเปลี่ยนชื่อคลินิกจาก “พริมย่า” เป็น “DERMATIES” โดยตอนนั้นเหลือเพียง 3 หุ้นส่วน คือ ยาย่า, หมอต่อ และหมอกลาง พร้อมยืนยันชัดว่า
👉 “DERMATIES คลินิก” ไม่เกี่ยวข้องกับเม พรีมายาอีกต่อไป
เพราะเป็นแบรนด์ใหม่ทั้งหมด แค่ “อนุญาตให้ทางบริษัทใช้ชื่อ” เท่านั้น

จุดเริ่มต้นของคลินิก PC
ย้อนกลับไป… บริษัท พริมย่า มีผู้ถือหุ้น 4 คน คือ เม ยาย่า หมอต่อ และหมอกลาง ได้ร่วมกันเปิดคลินิกชื่อ PC ขึ้นมา แต่ต่อมาทาง “เม” ตัดสินใจขายหุ้นออกไป เหลือหุ้นส่วนเพียง 3 คน
เมื่อผลประกอบการของคลินิก PC ไม่ดี จึงปิดตัวลง และเปิดแบรนด์ใหม่ชื่อ เดอมาทีส (DERMATIES) โดยบริษัทเดิม “พริมย่า” ก็ปิดไป และเปิดบริษัทใหม่ชื่อ DMT ขึ้นมาแทน ซึ่ง DMT กับ เดอมาทีส เป็นคนละนิติบุคคลกัน เพียงแต่ DMT ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อแบรนด์ “DERMATIES” ได้เท่านั้น
นักลงทุนรายใหม่ – การเทคโอเวอร์
ต่อมา มีนักลงทุนรายหนึ่งชื่อ S เข้ามาขอเทคโอเวอร์บริษัท DMT โดยเสนอให้ไปเปิดบริษัทใหม่ชื่อ DMP ซึ่ง DMP มี DMT ถือหุ้นอยู่ถึง 99% เหตุผลที่นักลงทุนเลือกเทค DMT แทนที่จะเทค เดอมาทีส เพราะต้องการตัวหมอผู้ถือหุ้นร่วมในดีลนี้ด้วย
หลังจากนั้นมีการเปิดบริษัทใหม่อีกแห่งชื่อ DMW โดยมีผู้ถือหุ้นคือ ยาย่า หมอต่อ และหมอกลาง เพื่อรองรับการขยายสาขาใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมา “ญาติของเม” ได้เข้ามาซื้อหุ้นในบริษัท DMT เนื่องจากบริษัทนี้มีผลกำไรอยู่แล้วจากแบรนด์DERMATIESที่ดำเนินกิจการอยู่
ยาย่าเล่าว่า การวางโครงสร้างทั้งหมดนี้มีที่ปรึกษากฎหมายเข้ามาช่วยจัดการวางกลยุทธ์ เพื่อให้แต่ละบริษัทมีบทบาทชัดเจนและดำเนินการถูกต้อง
ประเด็น “ขายหุ้น – ฝากหุ้น”
ยาย่ายืนยันชัดว่า มีการขายหุ้นจริง ไม่ใช่ฝากไว้ ส่วน “เม” ยืนยันว่า ไม่ได้ขาย แต่ฝากหุ้นไว้เท่านั้น และตลอดเวลายังได้รับเงินปันผลต่อเนื่อง โดยเมเล่าว่าตอนจะขอหุ้นคืน ไม่ได้มีการจ่ายเงินซื้อขาย เพราะไม่ได้ขายขาดตั้งแต่แรก อีกทั้งถูกเสนอให้เลือก 2 ทาง คือ
• รับปันผล 12% โดยไม่ออกหน้า
• หรือถือหุ้น 25% แล้วกลับมาทำงานร่วมแต่ห้ามออกสื่อ
ยาย่าชี้แจงว่า เงินที่เมได้รับคือ เงินสดแบ่งปันจากกำไรในช่วงที่เมยังเป็นหุ้นส่วนเดิม 4 คน ไม่ใช่เงินปันผลหลังจากนั้น
ปม “ห้ามใส่ชื่อเม”
ยาย่ายืนยันว่า ไม่เคยพูดหรือสั่งห้ามใส่ชื่อเม ในการถือหุ้นแต่อย่างใด ส่วนที่ชื่อของญาติเมปรากฏแทน เพราะเป็นผู้เข้ามาทำธุรกรรมซื้อหุ้นจริง

ปม “ปิดบริษัทไม่บอกผู้ถือหุ้น”
ยาย่ายืนยันว่า มีการแจ้งแล้วทุกขั้นตอน ทั้งการยื่นเอกสารต่อศาล การส่งจดหมายเชิญประชุม และมีหลักฐานว่าญาติของเมรับทราบการปิดกิจการแน่นอน
ยาย่ากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “วันนี้ที่ฉันมา คือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ได้มาทะเลาะ เพราะสิ่งที่เมพูดไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง”
ประเด็น “เครื่องหมายการค้าDERMATIES”
เมยืนยันว่า แบรนด์DERMATIESอยู่ภายใต้ DMT มาโดยตลอด และเพิ่งถูกแยกไปจดทะเบียนใหม่ปลายปีที่แล้ว ในช่วงที่เมกำลังส่งเรื่องให้อัยการฟ้องตนเอง ซึ่งเมมองว่าช่วงเวลานั้นถูกนำมาใช้เพื่ออ้างสิทธิ์ในแบรนด์โดยไม่ชอบ
เมยังระบุว่ามี คลิปเสียงคุยกับหมอต่อ เรื่องเครื่องหมายการค้าDERMATIES ที่ชี้ว่ามีปัญหาในการใช้ชื่อจริง
ยาย่าตอบกลับว่า “ถ้ามีหลักฐานจริง ทำไมไม่ใช้ในศาล แต่กลับมาโพสต์โจมตีผ่านโซเชียล” พร้อมยืนยันว่าตัวเองก็มีเอกสารครบเช่นกัน
ประเด็น “การโอนเงินและจองบริการ”
ยาย่าชี้แจงว่า การโอนเงินจองทุกครั้ง เข้าบริษัท DMT จริง และเมื่อมีการให้บริการในแต่ละสาขา รายได้จะถูกส่งเข้าบริษัทที่รับผิดชอบสาขานั้น ไม่ได้มีการโยกเงินผิดบริษัทตามที่ถูกกล่าวหา
ปม “เปิดคลินิกไม่มีใบอนุญาต”
ยาย่ายอมรับว่า มีความผิดพลาดเรื่องเลขใบอนุญาต จากการกรอกเอกสารของทีมงาน จึงอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย พร้อมย้ำว่า “ตอนนั้นคลินิกก็เป็นผู้เสียหายเหมือนกัน”
เหตุการณ์ “แจ้งตำรวจ”
ยาย่าเล่าว่า วันที่เมเข้ามาขอดูเอกสารทางการเงิน บริษัทได้ตอบกลับแล้วว่า “ไม่สะดวกให้ดูในวันนั้น” และจะนัดใหม่ แต่เมเดินทางมาพร้อมทีมงานกว่า 10 คน และมีพฤติกรรมที่รบกวนลูกค้า จึงจำเป็นต้องเรียกตำรวจเข้าระงับเหตุ
ยาย่าทิ้งท้ายว่า “จนวันนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าผู้ถือหุ้นจริงคือเมหรือญาติของเม เพราะทุกครั้งที่คุย จะเป็นญาติมาแทนตลอด”
เสียงจาก “หมอต่อ”
หมอต่อโทรเข้ารายการ ยืนยันว่า DERMATIESสร้างด้วยแรงกายแรงใจของตนและทีม ไม่เกี่ยวข้องกับเมแน่นอน และการซื้อขายหุ้นก็เป็นญาติของเมที่เข้ามาทำจริง
หมอต่อยังกล่าวถึงประเด็น “หมอกวาง” ที่ออกมาบอกว่าเขาเทงานและหายไป โดยหมอต่อชี้แจงว่า “เป็นเรื่องจริงที่ตอนนั้นลาออกกระทันหัน เพราะรู้สึกไม่สบายใจในเนื้องาน” แต่ตอนนี้คดีจบไปนานแล้ว และอยากเคลียร์ความเข้าใจผิด เพราะตอนนั้นยังเด็กและตกใจเรื่องข้อกฎหมาย
หมอต่อทิ้งท้ายถึงเมอย่างใจเย็นว่า “ถ้ายังพอคุยกันได้ ผมก็อยากคุยดี ๆ เพราะเราเคยเป็นพี่น้องกันมาก่อน”
เสียงจาก “เม พรีมายา”
เมยืนยันว่า “ไม่เคยขายหุ้น เพียงแต่ฝากไว้” และตั้งคำถามว่า “ถ้าศาลให้ไกล่เกลี่ย แปลว่าเรายังมีส่วนเกี่ยวข้องในบริษัทอยู่หรือไม่”
เธอย้ำว่าอยากจบเรื่องด้วยการ “ขายหุ้นคืนในราคาที่เหมาะสม” เพราะตอนนี้ร่วมงานต่อไม่ได้แล้ว แต่อยากจบอย่างยุติธรรม
บทสรุปจาก “ยาย่า”
ยาย่าตอบกลับว่า “เคยเจรจากับญาติของเมเรื่องขายหุ้นแล้ว แต่ตอนนี้บริษัทปิดบัญชีไปแล้ว ทุกอย่างต้องว่ากันตามกฎหมาย”
หมอต่อเสริมว่า “ถ้ายังพอคุยกันได้ ผมยินดี แต่ถ้าตัวเลขสูงมากเหมือนเดิมก็คงลำบาก”
สุดท้าย ยาย่ากล่าวทิ้งท้ายว่า

“วันนี้ที่มา ไม่ได้จะสู้ แต่จะพูดข้อเท็จจริงในมุมของเรา เพราะเราก็มีเอกสาร มีความจริงในมือเหมือนกัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายต่อไป”