ออม สุชาร์ โต้กลับดราม่า ปมดาราฮุบกิจการ ?
แคน อีจันบันเทิง
19 กันยายน 2568

หลังมีกระแสข่าวร้อนสะเทือนวงการ ว่ามีดาราสาวถูกโยงเป็นหนึ่งในเคส ฮุบกิจการ หลอกซื้อหุ้น จนถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก ล่าสุด ออม สุชาร์ มานะยิ่ง ออกมาเปิดใจครั้งแรก ตอบทุกข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา หลังจากผู้ถือหุ้น คือคุณพริม ณัฐชา(ผู้ถือหุ้น 48%) และคุณศสา(อดีตผู้จัดการ) ได้พูดในมุมของเขาแล้วในวันที่ผ่านมา

วันนี้ ออม สุชาร์ ขอพูดในมุมของเธอบ้าง ซึ่งออมได้พูดว่าจะพูดความจริงทุกอย่างว่าทำไมต้องซื้อหุ้น 4% ซึ่งออมเล่าว่า ได้รู้จักกับพริมจากอดีตผู้จัดการคือคุณศสาและตลอดเวลาที่ทแบรนด์ด้วยกับมีความสุขมาก ๆ เดิมเรื่องการถือหุ้น ออมเป็นคนคิดเรื่องการแบ่งหุ้น โดย แบ่งเป็น 45% 45% 10% และเวลาผ่าไปถ่ายแบบและทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทาง พริม โทรมาขอขยับหุ้นเป็น 51% ซึ่งแบ่งมาจากหุ้นของคุณศสา โดยบอกออมว่าจะได้ตัดสินใจอะไรง่ายขึ้น
ซึ่งทางตัวของ พริม ได้ปรึกษา ทางคุณแอมป์ (แฟนออม) โดยแอมป์พูดกับพริมว่า “หัวใจของนักธุรกิจสิ่งแรกคือความซื่อสัตย์ เราบอกจะให้พี่สสาเท่าไหร่คือเท่านั้น”
หลังจากนั้นก็ได้มีการปรับหุ้นเป็น 51% 45% 4% ซึ่งเป็นเพียงข้อตกลงที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งออมก็ยอมตามที่พริมบอก โดยมีการคุยกับส่วนตัวโดยไม่มีใครรับรู้ทั้งที่บ้าน และแฟน แต่พอหลังจากนั้นคนทางบ้านได้ทราบเรื่องการเปลี่ยนแปลงหุ้น และยืนยันว่าทางออมยืนยันว่าทางพริมเป็นคนขอลดสัดส่วนเอง และในวันเซนต์สัญญา โดยออมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับตัวเอง โดยสัญญาระบุว่า ออมห้ามรับพรีเซนต์เตอร์อะไรเลย แต่ทางอีกฝ่ายสามารถทำสิ่งอื่น ๆ ได้
ซึ่งเรื่องการเริ่มต้นทางแบรนด์ ออมสุชาร์ ได้บอกว่ารู้ว่า ทางพริม เคยทำแบรนด์มาก่อน แต่ว่าได้มีการเลิกทำไปแล้วจึงตัดสินใจทำแบรนด์ร่วมกัน ถ้ารู้ก่อว่าทางพริมยังทำแบรนด์เดิมอยู่คงจะไม่ร่วมทำแบรนด์ด้วย

ช่วงที่ทำแบรนด์อยู่มันดีมาก ๆ และรู้สึกสนุกมาก แต่พอมาในช่วง มกราคม 66 น้องสาวออม (อัง) ได้ทำอีคอมเมิร์สและจะเข้าไปหาโลโก้ในไดร์ฟ แต่ดันไปเจอโลโก้ของแบรนด์อื่นอยู่ในนั้นด้วย

ซึ่งหลังจากนั้นทางรายการก็ได้เปิดรูป ออม และ พริม ที่อยู่ร่วมกันโดยมีผลิตภัณฑ์เก่าของพริมอยู่ในเฟรมด้วย ซึ่งออมเข้าใจว่าพริมเลิกทำแบรนด์แล้วเพราะไม่ได้มีการส่งงบ ซึ่งทางทนายของออมอธิบายว่า บริษัทR1 ซึ่งก่อนทำแบรนด์ร่วมกันออมได้ไปตรวจแล้วว่าไม่ได้มีการยื่นงบการเงินมา 3- 4 ปจนถูกขีดชื่ออกในปี 67 (เป็นแบรนด์ที่ทำกับดาราท่านหนึ่ง) ซึ่งทำให้ทาง ออม คิดว่าทางพริมไม่ได้ทำกิจการนี้แล้ว
ซึ่งทางบริษัทF(ที่ทำกับออม) จดทะเบียนเมื่อปี 66 ซึ่งหลังจากมีการจดทะเบียนกับบริษัทออม ทางพริมก็ได้มีการไปจดทะเบียนบริษัทใหม่ R2 (ซึ่งทำกับสามี) ในปี 67 ทาง ออม จึงได้มีการฟ้องเรื่องค้าแข่งเกิดขึ้น

ซึ่งทางออมก็ได้เคยมีการรีวิวสินค้าของทางบริษัทเดิมของทางพริม ซึ่งออมอธิบายว่าไม่ได้ขายสินค้าให้ แต่เป็นสินค้าโปรไฟล์ที่ทางพริมเอามาให้เพื่อนำเสนอว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ซึ่งออมก็ทำคลิปรีวิวเป็นปกติ และเห็นว่าเป็นสินค้าของพาสเนอร์ทางธุรกิจจึงนำมาใช้ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เขาทำมาเพียงเท่านั้น

ซึ่งพอ ออม รู้ว่ามีการค้าแข่งและรู้ว่าทางพริมทำสินค้าประเภทเดียวกัน เป็นแบรนด์เครื่องสำอาง ซึ่งพอพบว่ามีโลโก้ของแบรนด์อื่นอยู่ ก็ได้มีการพบใบเสนอราคาอยู่ในอีเมลล์ของบริษัท F ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าบริษัท R จะทำสินค้าเหมือนบริษัทเราหรือไม่ และได้มีการนัดคุยกันซึ่งก็ได้มีคลิปเสียงยืนยันว่า ออม ไม่รับรู้ว่าทางพริมจะทำบริษัท R และได้มีการขอโทษออม เรื่องที่ไม่ได้บอกว่าจะทำอีกบริษัท
ซึ่งทางออมก็ได้เคยมีการรีวิวสินค้าของทางบริษัทเดิมของทางพริม ซึ่งออมอธิบายว่าไม่ได้ขายสินค้าให้ แต่เป็นสินค้าโปรไฟล์ที่ทางพริมเอามาให้เพื่อนำเสนิว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ซึ่งออมก็ทำคลิปรีวิวเป็นปกติ และเห็นว่าเป็นสินค้าของพาสเนอร์ทางธุรกิจจึงนำมาใช้ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เขาทำมาเพียงเท่านั้น

ซึ่งทำให้ทาง ออม ไม่เชื่อใจพริม และได้มีการโทรไปถามเพื่อนดาราที่เคยทำธุรกิจร่วมกับเขา และได้รู้เรื่องบางอย่างจึงทำให้ตัดสินใจ ซื้อหุ้น 4% จาก ศสา (อดีตผู้จัดการ) ในวันที่ 24 มกราคม และไม่ได้มีการเจรจาและบอกกับทางพริม ซึ่งได้มีการโทรไปคุยเรื่องของการที่ออมรู้ว่า พริมทำอีกแบรนด์ และเรื่องของการซื้อหุ้นทางออมไม่ได้มีการบอกพริม จนกระทั่งทางพริมทราบเอง
และหลังจากนั้นทางของ คุณศสา ได้มีการโทรมาหาทางคุณ แอมป์ (แฟนออม) หลังจากขายหุ้นไปแล้ว เพื่อต้องการเรียกเงินเพิ่มเพื่อจบเรื่องทุกอย่าง
สรุปได้ว่าทางของ ศสา รู้ทุกอย่างว่าเกินอะไรขึ้น รู้ว่าบริษัทไม่ขาดทุน เพราะมีการปัญผล และมีการเรียกเงินเพิ่มถ้าไม่ได้เงินเขาจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้

ซึ่งทางฝั่ง ออม ได้โดนฟ้องเพิกถอนการประชุมเปลี่ยนกรรมการ โดยทางพริมอ้างว่าต้องใช้เสียงของ ศสา ในการเพิกถอนกรรมการ และในเรื่องของสัญญาความลับที่ทางออม ได้ทำขึ้นเพื่อปกป้องบริษัท และต้องการปกปิดแค่มูลค่าของการซื้อขายหุ้นเท่านั้น
ส่วนในเรื่องของการจ้างพรีเซนเตอร์ จำนวน 9.5 ล้าน ออม ได้บอกว่าเป็นการจ้างของสินค้าทั้งหมด 7 ตัว และต้องการให้รู้ว่า การเป็นดาราก็มีมูลค่าของเหมือนกัน

ซึ่งในระหว่างรายการ ศสา ก็ได้โทรมาในรายการ แก้ต่างว่าที่สนทนากับทางคุณแอมป์ (แฟนออม) เป็นการสนทนาเรียกเงินเพิ่มว่าไม่ได้มีเจตนาจะต้องการเรียกหรือเห็นแก่ได้แต่อย่างใด เพียงแค่ตอนนั้นคิดว่าบริษัทมีกำไรจึงได้มีบทสนทนานี้ขึ้น
ส่วนในเรื่องการลบไฟล์ หรือไฟล์ที่หายไป ทางออมได้เข้าไปแจ้งความและปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฏหมาย ต่อไป
และในรายการได้มีการต่อสายถึง พริม และได้มีการโต้แย้งในข้อต่าง ๆ ในและยืนยันในคำพูดของตนเองทุกข้อที่เคยพูดเอาไว้ และโต้กลับในทุกข้อกล่าวหา

อย่างไรก็ตามเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไรก็ต้องเป็นกระบวนการตาม กฏหมายต่อไป ซึ่งธงในใจของทั้งคู่ ต่อทิศทางของแบรนด์หลังจากนี้
ฝั่งพริม : ขอแยกย้าย ไปต่อไม่ได้
ฝั่งออม : รักแบรนด์นี้มาก ออมอยากได้ ออมพอใจที่จะซื้อน้องพริมในราคาที่แฟร์ อยากซื้อแบรนด์มาเป็นของตนเอง
ดังนั้นเรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไรต้องติดตามกันต่อไปค่ะ