เดือดต่อ คู่กรณี ต้อม รัชนีกร เปิดเกมแรง ถ้าชนะคดี จ่อฟ้องกลับ 100 ล้าน!

เดือดต่อไม่พัก! หลัง ต้อม รัชนี ฟ้องโรงพยาบาลศัลยกรรม 50 ล้าน ล่าสุดศาลเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา ด้าน ปิ่น พิศพรรณ เจ้าของรพ. ลั่นแรง ถ้าแพ้ยอมจ่ายสดทันที แต่ถ้าชนะ เตรียมฟ้องกลับ 100 ล้าน!

เรียกได้ว่า จากกรณีที่ดารา อดีตนางเอกดัง ต้อม รัชนีกร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ปิ่น พิศพรรรณ ผู้บริหารและเจ้าของโรงพยาบาลเสริมความงามชื่อดัง รวมไปถึงพวก 4 ราย ฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน กล่าวหาโรงพยาบาลศัลยกรรมทำหน้าพัง จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต คนให้ความสนใจจำนวนมาก ว่าเรื่องนี้จะจบยังไง?!

โดยในวันนี้ 12 พ.ค. 69 ทางคุณปิ่น พิศพรรณ พร้อมทนายความของโรงพยาบาลเสริมความงาม ได้มาที่ศาลตามนัดฝ่ายโจทก์และจำเลยฟังคำพิพากษา ทั้งนี้ ด้าน คุณต้อม รัชนีกร ไม่ได้มาฟังคำตัดสินในครั้งนี้ โดยให้ทนายความแทนค่ะ

ต่อมาทางทนายความของโรงพยาบาลเสริมความงาม และ คุณปิ่น พิศพรรณ ได้ออกมาบอกว่า ทางศาลจังหวัดนนทบุรี ได้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาในคดีนี้ออกไป โดยเลื่อนเป็นวันที่ 6 ส.ค. 69 เพราะเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ทางฝ่ายโจทก์ได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมหลังแถลงปิดคดี ทำให้ทางศาลได้พิจารณารับเอกสารดังกล่าวไว้พิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเอกสารคำแปลที่มีอยู่ในเอกสารเดิมที่เคยส่งไปก่อนแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนของการเลื่อนฟ้องออกไป ไม่มีผลกระทบกับคำตัดสิน

มาในด้านของ คุณปิ่น พิศพรรณ ผู้บริหารและเจ้าของโรงพยาบาลเสริมความงามชื่อดัง ได้พูดเสริมในประเด็นฟ้องร้องนี้ว่า…

“ พี่ค่อนข้างมั่นใจว่าพี่ไม่ใช่คนแพ้แน่ เพราะว่าพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด คุณหมอไม่ได้ทำอะไรผิด เราอยากให้เขาสวยอย่างสุดหัวใจเลยค่ะ จากใจพี่แล้วบริสุทธิ์จริงๆในการตั้งใจช่วยเขา

คือเขาฟ้องพี่มา 50 ล้าน ถ้าพี่แพ้ยินดีจ่ายให้น้องต้อมเลยทันที จ่ายเป็นเงินสดให้เลย แต่เวลาที่พี่ฟ้องกลับ พี่ก็ต้องตั้งตัวเลขว่าเสียหายขนาดไหน อันนี้ต้องขอปรึกษากับทนายก่อนนะคะ

ซึ่งความเสียหายของเรามันมากกว่า 50 ล้านแน่นอน ศัลยกรรมตกแต่งเวลากระทบ มันโดนหลายเดือน และกระทบรุนแรงมาก และถ้ามีโอกาสฟ้องกลับเยอะมากกว่า 100 ล้าน เราก็จะสู้จนถึงสุดเหมือนกัน

ทั้งนี้ ในสิ่งที่คุณต้อมพาดพิงจนทำให้โรงพยาบาลเกิดความเสียหายมากที่สุดเลยก็คือเรื่อง ผลกระทบจากการผ่าตัดทำให้เขาใช้ชีวิตปกติไม่ได้ ไม่สวย เคี้ยวข้าวไม่ได้ หน้าชา อ้าปากไม่ได้ ซึ่งอันนี้ทำให้คนไข้เข้าใจผิด เพราะว่าข้อเสียหายของเขาที่แจ้งมา  มันเป็นอาการที่เขาบอกเราออกมาจากปาก มันไม่มีใครรู้จริงๆว่าข้างในเป็นยังไง ซึ่งมันพิสูจน์แล้วจากผล CT Scan ว่าไม่ได้กระทบ ”