ท่านหญิง เปิดใจครั้งแรก! บทเรียนชีวิต และรักที่ไม่สมหวัง?
โอปอ อีจันบันเทิง
27 มีนาคม 2569

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทปประวัติศาสตร์ของรายการ เจาะใจ เลยก็ว่าได้ สำหรับการเปิดใจครั้งสำคัญของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงประทานสัมภาษณ์กับ พี่ดู๋ สัญญา คุณากรวันที่ 21 มี.ค. 69


โดยครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่หาชมได้ยาก เพราะพระองค์ทรงเผยว่า น้อยมากที่จะให้สัมภาษณ์สื่อ และทรงตั้งพระทัยอยากแบ่งปัน แนวคิด วิธีคิด และบทเรียนชีวิต ให้กับคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้เข้าใจตัวตนของพระองค์ในมุมที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน

ท่านหญิงคิดว่า คนไทยหลายๆคน รวมถึงเด็กรุ่นใหม่ รุ่นเดียวกับท่านหญิง หรือแม้แต่โตกว่าพี่ดู๋ เขาอาจจะอยากรู้ในแง่ของกระบวนการคิด อะไรอีกหลายอย่างค่ะ เลยคิดว่า มันถึงเวลาที่จะมาออกรายการนี้ ขอมาอธิบาย และเล่าให้ฟัง…
ซึ่งคำถามแรก ที่พี่ดู๋ ได้ถามท่านหญิง คือ อยากทราบแรงผลักดันที่ทำให้คนคนหนึ่ง พยายามดิ้นรนที่จะทำเรื่องต่างๆในขีดความสามารถสูงสุด คือในระดับแข่งขันกับชาติอื่นได้?

ท่านหญิง ทรงตรัสว่า…
“ ต้องเล่าก่อนว่า Royal Bangkok Symphony Orchestra แต่ก่อนทุกคนรู้จักในนามของ BSO ตอนนั้นท่านหญิง ยังไม่ได้เข้าร่วม ทางบอร์ดผู้บริหารเขามีความคิดว่า วงดุริยางค์เรา เป็นวงที่เทียบเท่าระดับโลก และอยากได้พระบรมราชูปถัมภ์ ท่าหญิงจึงมีดำริว่า เราจบศิลปะ และเราก็ชอบดนตรี เราไม่ได้เรียนดนตรี เป็นชิ้นเป็นอัน แม้ว่าคุณปู่ คุณย่า เป็นนักดนตรีมืออาชีพ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็อยู่ในสายเลือดเรา แล้วมีเพื่อนเป็นนักดนตรีต่างชาติก็เยอะ มีผู้ประพันธ์ก็เยอะ เราเลยคิดว่า เราอยากมาเทคแคร์วงนี้ ในนามของคนที่รู้จักศิลปะจริง ก็เลยจึงขอทูลหม่อมพ่อ จริงๆตอนแรกก็ไม่ให้ แต่ก็ขอท่านว่า ขอดูแลแทนท่าน สุดท้ายท่านก็ให้ ก็สัญญากับท่านพ่อว่า จะทำให้ดี จะทำให้ไปไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้
ก็เลยมาคุยกับในกลุ่ม ก็มีการตั้งเรื่ององค์กรใหม่นิดหน่อย ตั้งเป็นนู่นนี่ ให้เทียบเท่ากับของฝรั่ง เราและหาพันธมิตรมากขึ้น หามาเสริมส่วนที่อ่อนของเรา เรื่องการตลาด ก็ต้องทำวงให้เป็นโปรแกรมยาก กับโปรแกรมแมส เพื่อเป็นเรื่องของรายได้ คือปรับใหญ่มาก และเป็นอะไรที่เหนื่อยและปวดหัว
สิ่งนี้ไม่ง่าย คือเราจะมาขอรับบริจาคตลอดเวลา เราจะไปแบมือ ขอคนอื่นก็ไม่ได้ส่วนหนึ่ง คือได้แหละ เขาเต็มใจให้แหละ แต่ว่าเราก็เกรงใจเขา แต่ว่าวงมันควรจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง แล้วก็มันทำได้จริงๆ ”
พี่ดู๋ ถามต่อ
หลายคนจะคิดว่า ท่านหญิง ต้องรวยอยู่แล้ว ไม่มีทางจะต้องมากระเบียดกระเสียร ไม่จริงเหรอ?
ท่านหญิง จึงเล่าย้อนไป สมัยที่ท่านหญิงเรียนที่เมืองนอก มีตังค์เท่านี้ ก็เที่ยวเท่านี้ ใช้จ่ายตามที่ทรงมี เช่น หากอยากไปเที่ยว 2 ทริป หากแพงก็ไม่ไป เหลือแค่ทริปเดียว และท่านหญิงได้ตรัสเสริมเพิ่มอีกว่า…
“ ด้วยความที่ท่านพ่อ ทรงสอนมาด้วยว่า ให้ประหยัด และเราก็ค่อยๆโตตามวัย เริ่มจากที่ทรงไปเรียนเมืองนอก แล้วได้งบมาประมาณนี้ และยังได้ฟังเรื่องสมัยที่ท่านพ่อทรงเรียนอยู่เมืองนอก ว่าท่านทรงทำอะไรยังไง ตั้งแต่ในหลวง ร.9 ทรงประหยัดยังไง บางทีเราอยากได้อะไร ก็ต้องอดออม เพื่อจะให้ได้มา แต่สมัยตอนเรียนอยู่เมืองนอก เรามาคำนวณว่า ไม่ได้ อันนี้มันได้เท่านี้ๆ โรงแรมดีๆก็ไม่เคยได้อยู่ แต่เมื่อเราโตขึ้น หาเงินเองได้ บริหารจัดการอะไรดีขึ้น มันก็โตไปตามวัย ”
ทั้งนี้ เมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายของรายการ พี่ดู๋ ได้บอกกับท่านหญิงว่า มีคำถามที่นอกจากเรื่องงาน ที่คิดมา 2 คำถาม ที่อยากจะถาม คือ
“ ท่านเคยอยากปลอมตัวเป็นคนธรรมดาไหม? แบบที่ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร ? ”
ท่านหญิง ทรงตอบว่า
“ ตอนสมัยเด็กๆ อยากปลอมตัวมากเลย แต่พอโตมาเรื่อยๆ ด้วยความที่ยุคสมัยมันเปลี่ยนด้วย เราก็รู้สึกว่า ทำไมเราต้องปลอมตัว เดินไปโท่งๆนี่แหละ และก็การไปของท่านหญิงทุกครั้ง ไม่เคยจัดฉากอะไร ก็ไป และทำมาแล้วหลายครั้ง หลายที่ จริงๆท่านหญิงก็คุยกับชาวบ้านเยอะ ทรงคุยกับคนหลายกลุ่ม มีคนที่จำเราไม่ได้ ก็มี จนมันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ก็ทำให้มันเห็นไปเลย
บางคนก็ขอถ่ายรูป ก็จะบอกว่าไม่สะดวก บางทีแต่งตัวไม่เรียบร้อย ก็ปฏิเสธปกติไป ก็ไปไหว้พระอะไรปกติ
ไม่ได้อยากรบกวนใคร ไปก็ไปให้รู้ ไม่ได้อยากเซตอัพอะไรเลย

มาถึง ก่อนช่วงสุดท้ายของรายการ เป็นคำถามต่อไปจากพี่ดู๋ คือ
“ ท่านหญิงต้องเจอทั้งสุขและทุกข์ ท่านทรงผ่านมาได้อย่างไร ด้วยกำลังใจแบบไหน ? ”
ซึ่งท่านหญิง ทรงตรัสว่า
“ หากเป็นเรื่องกีฬา ก็มีทั้งแพ้และชนะ ซึ่งก็แพ้บ่อยมาก
จนในหลวง ร.9 เคยรับสั่งว่า มันเป็นเรื่องของกีฬา แพ้ชนะก็เป็นเรื่องปกติ
แต่แพ้แล้วต้องแพ้ให้เป็น แพ้ให้ชิน แล้วนำความชินมาเป็นแรงขับ ซึ่งท่านหญิงก็ทำ แพ้ก็แพ้ แพ้เพราะอะไร แพ้เพราะมันมีหลายปัจจัย ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเริ่มใหม่ ทำจนกว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือดีขึ้นมา
ในส่วนของเรื่องแบรนด์ ไม่ได้สำเร็จอย่างที่ทุกคนเห็นตลอดเวลา แต่เราก็ต้องยอมรับกับอุปสรรค เหมือนเรามีกักระเบิด ที่เราต้องหลบกับระเบิด แต่เราอาจจะโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง โดนสะเก็ดระเบิดบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราเห็นความสำเร็จอยู่ตรงนั้น แต่ไปไม่ถึงมันสักที เราก็เจ็บ แต่เราจะคิดว่าสักวัน ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ได้
แต่อีกเรื่องที่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ก็คบกับผู้ชายมา 8 ปี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็มี เรื่องความรักเป็นเรื่องที่ยากนะพี่ดู๋ แต่ก็เป็นเรื่องที่เหนื่อย ”

ท่านผ่านพ้นด้วยอะไร?
ท่านหญิง ตรัสต่อว่า
“ มันต้องใช้เวลา และมันต้องใช้เวลาที่ต้องให้กำลังใจตัวเองแบบค่อยๆเติมเข้าไป เพราะว่ามันนาน เรารู้ว่ามันไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทรมานและมันนาน มันเป็นสิ่งที่ไม่ชอบพูดต่อหน้าคน แต่คนที่เข้าใจและรู้จักกันเขาก็จะให้กำลังใจเสมอ แต่ก็จะบอกตัวเองว่า มันเหนื่อย… ”
สุดท้าย พี่ดู๋ ทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งหนึ่งที่ท่านหญิง กำลังทำให้รายการเจาะใจ และท่านผู้ชมได้รู้ คือว่า ท่านเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เจอทั้งสุขและทุกข์ ยังต้องพยายาม ต่อสู้ ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่ดีกว่า สำหรับคนอื่น ตนเอง และประเทศชาติ และทุกๆอย่าง และยังต้องเจอกับสิ่งนี้ต่อไปอีก แต่เราจะเรียนรู้สิ่งต่างๆมากขึ้น

