ยอมเพราะจน! จตุรงค์ มกจ๊ก เปิดแผลใจ ถูกผู้ชายขืนใจ ก่อนเข้าวงการ

อมเพราะจน! จตุรงค์ มกจ๊ก หรือ จตุรงค์ โพธาราม เปิดปมฝังใจ ถูกผู้ชายขืนใจ ก่อนเข้าวงการ ลั่นเขาคือผู้มีพระคุณ

“กว่าจะเป็น จตุรงค์ …ต้องแลกด้วยศักดิ์ศรี” ชีวิตตลกดังผู้เคยถูกบังคับให้ยอมเสียตัว เพื่อแลกโอกาสในวงการ

ฟังแล้วปวดใจ ล่าสุดตลกชื่อดัง จตุรงค์ มกจ๊ก หรือ จตุรงค์ โพธาราม ได้ออกมาเล่าเรื่องราวสุดเจ็บปวดที่เขาเคยเจอก่อนเข้าวงการ ใน รายการ SAD Bar ของ นิกกี้ ณฉัตร เผยบาดแผลลึกที่สุดในชีวิต นั้นคือ “การถูกขืนใจจากผู้ชาย” เพื่อแลกกับอนาคตในวงการบันเทิง เรื่องนี้กลายเป็นตราบาปที่ฝังอยู่ในใจเขามาตลอดชีวิต แม้วันนี้เขาได้กลายเป็นตลกชื่อดังระดับประเทศ แต่เบื้องหลังเสียงหัวเราะ กลับเต็มไปด้วยน้ำตา ความจน และคืนฝันร้ายที่เขาไม่เคยลืม

จตุรงค์ เล่าว่า เขาเกิดที่โพธาราม จังหวัดราชบุรี ก่อนย้ายไปเติบโตที่จังหวัดกาญจนบุรี ชีวิตในวัยเด็กยากจนหนัก พ่อเป็นกรรมกรรับจ้างทุกอย่าง ทั้งย้อมผ้า แบกน้ำตาลขึ้นเรือ ลงเรือ หาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว ส่วนแม่ไม่มีงานทำ

แม้พ่อจะเป็นคนดุ โหด และเข้มงวดกับลูกมาก แต่ในสายตาเขา พ่อคือคนดีคนหนึ่ง เพราะพ่อไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวผู้หญิง ใช้ชีวิตทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวอย่างเดียว

แต่ความจนมันโหดร้ายเกินกว่าเด็กคนหนึ่งจะรับไหว…บางวันครอบครัวของเขาไม่มีแม้แต่ข้าวกิน ไม่มีเงินไปโรงเรียน ชีวิตวัยเด็กแทบไม่ไได้ใช้เหมือนคนอื่นๆ เขาถูกบังคับให้ช่วยทำงานตั้งแต่เล็ก เพราะที่บ้านต้องเอาตัวรอด

กระทั่งอายุประมาณ 12 ปี น้าชวนให้ครอบครัวของเขาย้ายกลับอยู่ที่โพธาราม ชีวิตถึงเริ่มดีขึ้น ครอบครัวหันมาค้าขายในตลาดนัด ขายของสด กลายเป็นครอบครัวพ่อค้าแม่ค้า และที่ตลาดนัดนี่เอง คือโรงเรียนตลกแห่งแรกของเขา พ่อเป็นคนขายของเก่ง พูดเก่ง เอนเตอร์เทนลูกค้าเก่ง มุกตลกต่างๆ ที่คนไทยคุ้นหู หลายอย่างเขาได้ซึมซับมาจากชีวิตตลาดนี่เอง

แต่ไม่มีใครรู้ว่า…กว่าจะมาถึงวันที่คนทั้งประเทศหัวเราะกับเขา เขาต้องผ่านคืนที่เลวร้ายที่สุดคืนหนึ่งในชีวิต

ช่วงวัยรุ่น อายุประมาณ 19 ปี เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ ด้วยความฝันอยากมีชีวิตที่ดีกว่า เขาไม่มีเงินติดตัว ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีแม้ค่ารถที่จะกลับไป

ตอนนั้นเขาได้ไปสมัครเป็นแดนเซอร์ อยู่กับวงดนตรีแห่งหนึ่ง และที่นั่น เขาได้เจอกับ “พี่นพ” ครูสอนเต้น เป็นผู้ชายไว้หนวด วัยประมาณ 40 ปี และชายคนนั้นพูดกับเขาตรงๆ ว่า “ถ้าอยากอยู่ ต้องนอนกับฉัน ถ้าไม่ยอม ก็กลับบ้านนอกไป”

ตอนนั้นเขาตกใจ และทำอะไรไม่ถูก ในระหว่าที่กำลังคิดหนัก คนรอบตัวตอนนั้นกลับบอกว่า ทุกคนโดนหมดแล้ว ลูกน้องผู้ชายในวงโดนกันทุกคน ไม่มีใครรอด สุดท้าย จตุรงค์ ก็เลือกที่จะยอม เพราะไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว แค่จะกลับบ้านก็ยังไม่มีค่ารถ

คืนนั้น พี่นพ พาเขาขึ้นรถ ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาอะไรเลยจนถึงโรงแรม…ประตูถูกล็อก แล้วฝันร้ายก็เริ่มขึ้น

เขาเล่าว่า อีกฝ่ายเข้ามาจูบ ลูบคลำร่างกาย จับถอดเสื้อผ้าเหมือนเขาเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทรมานที่สุด คือช่วงเวลาที่ถูกสอดใส่ เขาทั้งเจ็บ ทั้งรังเกียจ ทั้งขยะแขยง ในหัวตอนนั้นมีแต่คำถามว่า “กูมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

จตุรงค์ คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน คิดถึงตลาดนัดที่เคยขายของ เขาคิดว่า ถ้าไม่หนีมาเข้ากรุงเทพฯ วันนี้อาจเป็นแค่พ่อค้าคนหนึ่งที่ตลาด และคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ เขาพยายามขอให้หยุด พยายามพูดว่า “พอแล้วครับ” แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมหยุด เขายอมรับว่าในตอนนั้น เขามองว่าตัวเองไม่มีอำนาจ ไม่มีเงิน ไม่มีทางเลือกมากพอที่จะปฏิเสธ

หลังเหตุการณ์นั้น พี่นพ ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ ไม่ทอดทิ้งเขา พาเขาขึ้นเวที ให้โอกาสทำงาน ให้ค่าตัววันละ 100 บาท ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเยอะมากสำหรับเด็กคนหนึ่ง มันทำให้เขามีข้าวกินครบทุกมื้อ แม้จะต้องแลกมากับอาการผวาไปพักใหญ่ เพราะแค่เห็นอีกฝ่ายโผล่มา ก็กลัวว่าจะถูกเรียกขึ้นรถอีก

และจากเวทีเล็กๆ ตรงนั้น เขาเริ่มรู้จักคนในวงการตลก เริ่มมีที่ยืน เริ่มกลายเป็น “จตุรงค์ มกจ๊ก”

แม้ในใจจะยังเจ็บ แต่เขากลับมองว่า ชายคนนั้นคือคนที่ทั้ง “ทำร้าย” และ “เปิดประตูชีวิตใหม่” ให้เขาในเวลาเดียวกัน เขาพูดตรงๆ ว่า “ถ้าวันนั้นเขาไม่เอากูขึ้นเวที กูก็ไม่ได้เป็นจตุรงค์”

แม้จะเป็นความทรงจำที่โหดร้าย แต่เขาก็ยอมรับว่ามันเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล และเมื่อถูกถามว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะยอมอีกไหม คำตอบของเขาคือ “ยอม” แม้จะเป็นตราบาปไปตลอดชีวิตก็ตาม