รู้หรือไม่? ใบงาเกาหลี ปลูกที่ไทยได้ กก.700
อีจัน ลั่นทุ่ง
7 กันยายน 2568

แม้ใบงาเกาหลีจะเป็นพืชเมืองหนาวที่ชอบอากาศเย็น แต่ด้วยความเข้าใจธรรมชาติของพืชและการ จัดการที่ถูกต้อง เกษตรไทยสามารถปลูกได้สําเร็จ แม้ในสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะการปลูกใน โรงเรือนที่พรางแสงและมีระบบระบายอากาศ ทําให้ใบงานเติบโตสวยงามและเป็นที่ต้องการของตลาด จันลั่นทุ่ง จึงพาไปรู้จักวิธีการปลูก ประโยชน์ การซื้อขาย ราคา ของใบงาในประเทศไทย

วิธีปลูกใบงาในไทย
1. เตรียมดิน
ดินทั่วไปปลูกได้ แต่ถ้าใช้ดินร่วนที่มีธาตุอาหารเยอะจะได้ผลผลิตดีกว่า ฟาร์มที่เขาใหญ่ใช้ดินธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทําให้ใบงางาม ใบใหญ่ กลิ่นหอม
2. เพาะเมล็ด
เมล็ดใบงางอกยาก ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ดี
เพาะในพีทมอสประมาณ 5 วัน เมล็ดจะงอก แล้วอนุบาลต่ออีก 10-14 วัน ก่อนย้ายลง แปลง
3. ย้ายปลูก
เว้นระยะต้นละ 50-60 ซม. เพื่อให้ใบเติบโตแตกกิ่งได้ดี
4. ให้นํ้า-ใส่ปุ๋ย
ใช้ระบบสปริงเกลอร์ รดเช้า-บ่าย วันละ 2 ครั้ง ใช้ปุ๋ยมูลค้างคาว เดือนละ 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของต้น
5. ป้องกันแมลงแบบปลอดภัย
ใช้นํ้าหมักชีวภาพและกระดาษกาวดักแมลง แทนสารเคมี แมลงที่พบคือ เพลี้ยอ่อนและแมลงวันทอง
6. เก็บเกี่ยว
ปลูกประมาณ 45 วันก็เก็บใบขายได้ ใช้กรรไกรตัดที่ก้าน ใส่ถังมีฝาปิดกันแดดและความร้อน
ใบงาสดสามารถอยู่ได้ประมาณ 2 วันหากเก็บและจัดส่งดี

ราคาขายใบงาในตลาด
แบบใบเดี่ยว:ประมาณ 1-2 บาทต่อใบ หรือชุดละ 50 ใบ ราคาประมาณ 35-100 บาท แบบกิโลกรัม:ประมาณ 400-720 บาทต่อกิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและคุณภาพ) เป็นพืชที่ตลาดต้องการสูง โดยเฉพาะร้านอาหารเกาหลี และสายทําอาหารคลีน
กลุ่มลูกค้า
โดยการตลาดส่วนใหญ่จะขายในออนไลน์ เช่น LINE Officialของแต่ละร้าน กลุ่มลูกค้าหลัก ร้านอาหารเกาหลี บริษัทที่ขายผักออร์แกนิก ถ้าจังหวัดก็จะเป็น เขาใหญ่ ยะลา หาดใหญ่ ฯลฯ เป็นต้น

ประโยชน์ของใบงา
1. ช่วยย่อยอาหาร – โดยเฉพาะเมื่อกินกับเนื้อย่าง
2. ต้านอนุมูลอิสระ – มีสารช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
3. เสริมภูมิคุ้มกัน – มีวิตามิน A, C และแร่ธาตุจําเป็น
4. แคลอรี่ตํ่า – เหมาะกับคนควบคุมนํ้าหนัก
5. กินสด/ดอง/ห่อข้าว ได้หลายเมนู ทําให้เป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย
ใบงาเกาหลีจึงไม่ใช่พืชไกลตัวเกษตรกรไทยอีกต่อไป หากมีการจัดการแปลงที่เหมาะสม จะสามารถ สร้างผลผลิตคุณภาพดี รองรับความต้องการตลาดร้านอาหารเกาหลีและผู้บริโภคสายสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น เรื่อย ๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่น่าจับตาในอนาคต