ช่วงนี้หลายคนคงเริ่มได้ยินคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” กันบ่อยขึ้น โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่กำลังจับตาฝน น้ำ และสภาพอากาศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
วันนี้(2 มิ.ย. 69) จันลั่นทุ่ง ได้สอบถามกับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล และรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และคำตอบที่ได้ อาจทำให้หลายคนต้องเริ่มวางแผนรับมือกันตั้งแต่วันนี้

อ.ธรณ์ บอกว่า แม้ตอนนี้โลกจะยังไม่เข้าสู่ภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เต็มตัว แต่สัญญาณกำลังชัดขึ้นเรื่อย ๆ และมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็นเอลนีโญรุนแรงในช่วงปลายปีนี้
ที่น่ากังวลคือ หากเป็นไปตามการคาดการณ์ ครั้งนี้อาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบประมาณ 15 ปี
แต่สิ่งที่ทำให้กังวลมากกว่าเรื่องเอลนีโญ คือมันกำลังเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี อ.ธรณ์ มองว่า ปีนี้และปีหน้าอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่โลกเผชิญอุณหภูมิสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อความร้อนจากเอลนีโญมาซ้อนกับความร้อนจากภาวะโลกร้อน ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด ยังไม่นับรวมปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความขัดแย้งของสงคราม

“เอาเอลนีโญมาบวกกับโลกร้อน มาบวกกับสงคราม มันกลายเป็น Perfect Storm สามอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน น่าเป็นห่วงอย่างมาก!”
สำหรับคนทำเกษตร อ.ธรณ์ บอกว่า กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือคนที่พึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน ชาวประมง หรือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
โดยเฉพาะผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น
“คนที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เตรียมตัวไว้เลย น้ำร้อนจัดแน่”
ขณะที่เกษตรกรที่อาศัยน้ำฝน น้ำคลอง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ก็มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงและปัญหาขาดแคลนน้ำมากกว่าคนที่มีบ่อหรือแหล่งเก็บน้ำของตัวเอง


อ.ธรณ์ ยังเตือนอีกว่า หลายคนมองว่าเอลนีโญเท่ากับภัยแล้ง แต่ความจริงอาจไม่ได้มีแค่เรื่องแล้งเท่านั้น เพราะบางพื้นที่อาจเจอทั้งน้ำท่วมฉับพลันจากพายุ และหลังจากนั้นกลับเข้าสู่ภาวะฝนทิ้งช่วงได้ในปีเดียวกัน แนะนำสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือให้เกษตรกรประเมินตัวเองก่อนว่าพึ่งพาน้ำธรรมชาติมากแค่ไหน หากยังมีโอกาสเก็บน้ำ ควรรีบเก็บน้ำให้มากที่สุด เตรียมต้นทุนน้ำสำรองเอาไว้ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้น
ส่วนเรื่องการลงทุน อ.ธรณ์ ฝากคำเตือนชัดเจนว่า “อย่ากู้เงินเพิ่ม อย่าขยายการลงทุน” เพราะใน ช่วง 10-12 เดือนนับจากนี้ อาจไม่ใช่เวลาของการขยายกิจการ แต่เป็นช่วงเวลาที่ต้องเน้นการประคองตัวให้อยู่รอดผ่านความผันผวนของสภาพอากาศที่กำลังจะมาถึง
