เกษตรกร เมินยางพาราที่ราคาตกต่ำ หันปลูกสละ รายได้หลักแสนต่อปี!

ตาต้า อีจัน

ตาต้า อีจัน

12 ตุลาคม 2565

เกษตรกร เมินยางพาราที่ราคาตกต่ำ หันปลูกสละ รายได้หลักแสนต่อปี!

นางอาภรณ์ แหวนวงศ์ อายุ 44 ปี เกษตรกรทำสวนสละ ชาวหมู่ที่ 6 บ้านเขาหอม ต.หนองปรือ อ.รัษฎา จ. ตรัง พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 10 ไร่ แต่ปลูกพืชผสมผสาน ทั้งสละสายพันธุ์สุมาลี หมาก และไม้เศรษฐกิจยืนต้นชนิดต่าง ๆ รวมทั้งสะตอ ทำให้พืชหลักๆ ทั้ง 3 ชนิด สามารถออกผลิตได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากพื้นที่ 10 ไร่ดังกล่าว มีการขุดสระน้ำเอาไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง ทำให้พืชทุกชนิดได้รับน้ำที่เพียงพอตลอดทั้งปี

ด้วยความที่ดินอุดมสมบูรณ์ เฉพาะพื้นที่ ปลูกสละ เนื้อที่โดยรวมประมาณ 5 ไร่ รวมจำนวน 150 ต้น มีต้นเพศผู้ สำหรับไว้ผลิตเกสรตัวผู้ จำนวน 10 ต้น ขณะนี้สละอายุได้ 7 ปี มีผลผลิตดกเต็มต้น ทางเจ้าของสวนต้องปักไม้ เพื่อผูกโยงทลายไม่ให้ตกถึงพื้นดิน ส่วนที่ออกผลโคนต้นไม่สามารถจะผูกได้ ก็นำกระสอบปุ๋ยมารองรับผลผลิตไว้ มีการใส่ปุ๋ยทุก ๆ 45 วัน เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของลำต้น ดอก เกสร และผล ทำให้สละที่ได้เนื้อหนา หวาน กรอบ อร่อย เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า รวมทั้งพ่อค้า แม่ค้าที่เป็นลูกค้าประจำสั่งไปจำหน่าย

ทั้งนี้ ในญาติพี่น้องประมาณ 4 คน มีการ ปลูกสละ พันธุ์สุมาลีเช่นเดียวกัน เนื้อที่รวมทั้งหมดประมาณ 20 ไร่ ทำให้สละสายพันธุ์สุมาลี บ้านเขาหอม ต.หนองปรือ อ.รัษฎา กลายเป็นผลไม้ขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่งในเวลานี้ เป็นที่ต้องการของพ่อค้าแม่ค้า

นางอาภรณ์ แหวนวงศ์ เจ้าของสวน บอกว่า ปลูกสละสายพันธุ์สุมาลี มาได้ประมาณ 7 ปี โดยเมื่อปลูกอายุได้ประมาณ 2 ปี 8 เดือน ก็จะออกดอก หลังจากนั้น ก็สามารถผสมเกสรได้ และเมื่อผสมเกสรแล้ว ใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน ก็สามารถตัดขายได้ หลังจากนั้นก็มีรายได้ทุกวัน เพราะมีการผสมเกสรทุกวันๆละ 150 – 200 ช่อ

แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งดอกอาจจะน้อยลง ก็อาจจะได้ไม่ถึง 150 ช่อ จึงทำให้สามารถเก็บผลผลิตหมุนเวียนได้ทุกวัน ตลอดทั้งปี ส่วนหน้าแล้ง ก็จะมีระบบน้ำรองรับทำให้พืชไม่ขาดแคลนน้ำ

ทั้งนี้ ต่อวันสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 40-50 กก. ซี่งส่วนใหญ่พ่อค้า แม่ค้า ประจำจะสั่งครั้งละ 50 -100 กก. ทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง หรือมีเท่าไรก็เอาหมดโดยเดินทางมารับถึงสวน เพราะในพื้นที่ก็มีงานจำนวนมาก โดยเฉพาะงานศพ จึงต้องการสูง นอกจากนั้นในญาติพี่น้องก็ปลูกด้วย โดยเนื้อที่รวมกันประมาณ 20 ไร่ และราคาขายหน้าสวนกก.ละ 50 บาท แต่หากขายปลีกกก.ละ 60 -70 บาท ของตนเองต่อเดือนให้ผลผลิตกว่า 1 ตัน หรือประมาณเดือนละกว่า 60,000 บาท บางเดือนได้สูงถึง 80,000 บาท หรือมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 บาทต่อปี ถือว่าดีกว่าจนเทียบกันไม่ได้กับการปลูกยางพาราในเนื้อที่เท่ากัน ซึ่งความจริงลูกค้าต้องการจำนวนมาก แต่ทางสวนรวมทั้งของญาติพี่น้องมีไม่พอขาย โดยเฉพาะช่วงที่มีงานเยอะ ออเดอร์ต้องการเยอะมาก

ซึ่งส่วนตัวจะขายผ่านทางออนไลน์ด้วยมีลูกค้าทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยขายในราคากก.ละ 50 บาท มาตลอด 7 ปี ราคาไม่ตกไปกว่านี้ แต่ปัญหาของชาวสวนขณะนี้คือ ราคาปุ๋ยแพงมาก จากเมื่อก่อนเคยซื้อกระสอบละ 700 – 800 บาท ต้องใส่ปุ๋ยเดือนละ 4 กระสอบทุก ๆ 45 วัน เป็นเงินครั้งละ 3,000 – 4,000 บาท

แต่ขณะนี้ปุ๋ยราคาแพงมากหลายเท่าตัวกระสอบละ 1,800 -1,980 บาท เพราะต้องใช้แม่ปุ๋ยซื้อมาผสมเอง ต้องจ่ายค่าปุ๋ยเพิ่มขึ้น ตกเดือนละประมาณ 8,000 บาท ทำต้นทุนสูงขึ้นกว่า 2 เท่าตัว แต่ราคาขายหน้าสวนก็ยังกก.ละ50 บาท เท่าเดิม เท่ากับปุ๋ยกระสอบละ 700-800 บาท ไม่ได้ปรับราคาขายขึ้น เพราะห่วงคนซื้อไปขายต่อจะแบกรับภาระไม่ไหว ซึ่งสละจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมี ไม่สามารถจะทดแทนด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกได้ ถ้าจะใส่ปุ๋ยคอกใส่ตอนเฉพาะที่ยังไม่ให้ผลผลิตเท่านั้น แต่พอออกผลผลิตต้องใส่ปุ๋ยเคมีเท่านั้น เพราะต้องบำรุงทั้งต้น ดอก เกสร และผล เพื่อเพิ่มรสชาติความหวาน อยากให้รัฐช่วยลดราคาปุ๋ยลงมา เพื่อช่วยเหลือชาวสวน ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ FB : Arporn Wanwong โทรศัพท์ 094 -7876211 , 094 -2682855