ใครเคยเป็น? เดินแป๊บๆแล้วน่องตึง ปวดจี๊ด ระวังเป็น “โรคหลอดเลือดตีบที่ขา”  

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

5 พฤศจิกายน 2568

ใครเคยเป็น? เดินแป๊บๆแล้วน่องตึง ปวดจี๊ด ระวังเป็น “โรคหลอดเลือดตีบที่ขา”  

บางทีเเค่อาการเจ็บนิดเดียวก็อาจ ไม่ดีต่อร่างกายเเล้วนะคะ มาเช็กหน่อยดีกว่า!  

วันนี้(4 พ.ย.68) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เตือนถึงอาการเล็กๆน้อยๆที่อาจส่งผลต่อชีวิตเราในอนาคตอันใกล้นี้  ผ่านเฟซบุ๊กชื่อ “หมอเจด” ระบุว่า… 

อันดับเเรกถามก่อนเลยว่า มีใครเคยเดินแป๊บเดียวแล้วน่องตึง ปวดจี๊ด เหมือนตะคริวขึ้นจนต้องหยุดพักแล้วถึงเดินต่อได้ไหม? 

ถ้าเรามีอาการเหล่านี้ให้ระวังไว้เลย เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่เมื่อยแต่เป็น “โรคหลอดเลือดตีบที่ขา” (Peripheral Artery Disease: PAD) 

เจ้าตัวนี้เเหละที่เป็นภัยเงียบที่คนมองข้าม เสี่ยงขาดเลือดรุนแรงถึงขั้นตัดขาได้ถ้าไม่รีบรักษา วันนี้มารู้ทันสัญญาณอันตราย พร้อมวิธีดูแลให้เส้นเลือดแข็งแรงก่อนสาย 

1) เดินแล้วปวดน่อง ต้องหยุดพัก 

อาการคลาสสิกที่สุดของ PAD คือ “เดินแล้วปวด / ตึง / ล้า น่อง” ความรู้สึกเหมือนตะคริวหรือไฟแลบ ต้องหยุดพักแล้วค่อยเดินต่อ 

พอหยุดเลือดไหลดีขึ้น อาการจะทุเลา แต่เดินต่ออีกก็เป็นอีก เพราะหลอดเลือดตีบจนกล้ามเนื้อขาดออกซิเจนเวลาออกแรง 

ต่างจากปวดกล้ามเนื้อทั่วไปที่มักดีขึ้นเมื่อยืดหรือพักนาน ๆ ถ้าเป็นบ่อย โดยเฉพาะเดินระยะสั้น ๆ ก็ปวด ควรตรวจทันที 

2) เท้าเย็น ชา เหมือนเลือดไม่ไป 

เท้าเย็นผิดปกติจนสังเกตได้ แม้ไม่ได้อยู่ที่เย็น ปลายเท้าชา เจ็บยิบ ๆ หรือรู้สึกหมดแรง เพราะเลือดและออกซิเจนไปไม่ถึงปลายประสาทและกล้ามเนื้อ บางคนคลำชีพจรหลังเท้าได้เบามาก หรือแทบจับไม่ได้เลย ถ้าเท้าเย็น + ปวดขาเวลาเดิน นี่เป็นสัญญาณชัดมากว่า ระบบไหลเวียนอาจเริ่มมีปัญหา 

3) แผลที่เท้า–ขาหายช้า ติดเชื้อง่าย 

แผลถลอกเล็ก ๆ แต่หายช้ามาก หรือแผลเป็น ๆ หาย ๆ  ต้องรีบระวัง เพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ เนื้อเยื่อซ่อมตัวไม่ได้ ถ้าเป็นเบาหวานร่วมด้วยความเสี่ยงจะพุ่งสูงมาก ใครเริ่มมีแผลเรื้อรัง ควรพบแพทย์ตรวจหลอดเลือดทันที 

4) ผิว–เล็บเปลี่ยน ขนขาร่วง 

ผิวขาซีดหรือคล้ำลง อุณหภูมิผิวเย็น ไม่มีความชื้น ขนบริเวณหน้าแข้งร่วง เล็บเท้าหนาขึ้น แตกง่าย สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณว่าเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่พอ ผิวขาดออกซิเจนและสารอาหาร  ฟื้นตัวช้า ถ้าเห็นขา–เท้าดู “โทรมกว่าส่วนอื่น” โดยไม่รู้สาเหตุ นี่คือเบาะแสว่าหลอดเลือดเริ่มตีบแล้ว 

5) ปวดแม้ไม่ได้เดิน โดยเฉพาะตอนนอน 

ถ้าลุกขึ้นเดินแล้วปวดยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้านั่งเฉย ๆ หรือนอนเฉย ๆ แล้วยังปวดจี๊ดปลายเท้า หรือรู้สึกเหมือนตึง ชา ต้อง “ห้อยเท้า” ให้เลือดไหลลงถึงค่อยดีขึ้น นี่คือสัญญาณระยะอันตรายมาก เพราะเลือดขาดจนพักก็ไม่ดีขึ้นแล้ว ต้องรีบตรวจภายในไม่กี่วัน ไม่งั้นเสี่ยงเกิดเนื้อตายได้ 

แล้วใครเสี่ยงเป็น PAD มากที่สุด ถ้าเป็น 2–3 ข้อนี้ขึ้นไป ควรตรวจ ABI / อัลตราซาวด์หลอดเลือด 

-คนที่ยังสูบบุหรี่หรือเคยสูบก็มีความเสี่ยง (เสี่ยงมากที่สุด) 

-เบาหวาน-ความดันสูง 

-อ้วนลงพุง / ไขมันเกาะตับ 

-คนที่นั่ง–ยืนนาน ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย 

-มักเกิดกับคนอายุ 50+ 

-เคยมีประวัติโรคหัวใจ–หลอดเลือดในครอบครัว 

เเล้ววิธีการดูแลเส้นเลือดที่ขา ง่าย ๆ ทำอย่างไรบ้าง  

-เดินเร็ว–ปั่นจักรยาน–ว่ายน้ำ (อย่างน้อย 30 นาที/วัน) 

-ควบคุมค่าน้ำตาล ไขมัน ความดัน 

-ลดของทอด น้ำตาล แป้งขัดสี เนื้อแดงมัน ๆ 

-เพิ่มผัก ผลไม้ ถั่ว ปลา น้ำมันมะกอก ธัญพืชไม่ขัดสี 

– ดื่มน้ำให้พอ เลิกบุหรี่ทันที 

-ยืดน่อง หมุนข้อเท้าเป็นกิจวัตร 

-ใส่รองเท้าดี ๆ หลีกเลี่ยงรองเท้าบีบปลายเท้า 

ลูกเพจจ๋า เช็กสภาพร่างกายกันหน่อยก็ดีนะคะ  ถ้าเดินแล้วปวดน่องไม่ใช่เรื่องเล็กเเล้วนะ อย่าคิดว่า “เหนื่อยเฉย ๆ” จริงๆเเล้วอาจเป็นหนักกว่านั้นอย่าง หลอดเลือดตีบที่ขา ถ้าปล่อยไว้เสี่ยงติดเชื้อ–ตัดขา ดูแลง่าย ๆ เริ่มจากเดินทุกวัน คุมอาหาร เลิกบุหรี่ และตรวจตามอาการ 

เจอเร็ว รักษาได้ง่าย ไม่ต้องไปถึงขั้นผ่าตัด เตือนเเล้วนะคะเรื่องสุขภาพสำคัญนะ  

ที่มา: เฟซบุ๊ก หมอเจด https://web.facebook.com/share/p/1aTm447J4B/