อย่าปล่อยไว้!  มะเร็ง GIST เป็นเชื้อมะเร็งที่ใครก็เป็นได้  

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

23 กุมภาพันธ์ 2569

อย่าปล่อยไว้!  มะเร็ง GIST เป็นเชื้อมะเร็งที่ใครก็เป็นได้  

เห็นเคสนี้เเล้วต้องเตือนกันให้มากเลยค่ะ เมื่อดาราช่องดังเสียชีวิตเพราะป่วยเรื้อรังมานานหลายปี  

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ “รชต ไตรโลกวิชัย” นักแสดงมากฝีมือที่เคยฝากผลงานล่าสุด ในละคร “เลือดกากี” และ “มงกุฎกรรม” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ได้เสียชีวิตอย่างสงบด้วยอาการป่วย มะเร็ง GIST  ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงและครอบครัว เพราะข่าวนี้ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจและตื่นตัวกับชื่อของ “มะเร็ง GIST” มากขึ้น เพราะถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก   

วันนี้(23 ก.พ.69)  นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” บอกถึงโรคดังกล่าวว่าเป็นยังไงเเล้วมีความอันตรายมากน้อยเเค่ไหน? 

1. มะเร็ง GIST คือมะเร็งระบบ  GIST (Gastrointestinal Stromal Tumor) หรือชื่อภาษาไทยคือ “เนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนในระบบทางเดินอาหาร” เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้ยาก  ความแตกต่างของมันกับมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งลำไส้ทั่วไปคือ “จุดกำเนิด” 

โดยปกติมะเร็งทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะเกิดที่ผนังด้านในสุด (เยื่อบุลำไส้) แต่ GIST เกิดจากเซลล์พิเศษที่ชื่อว่า Interstitial Cells of Cajal ซึ่งฝังตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อของผนังทางเดินอาหาร เซลล์เหล่านี้เปรียบเสมือน “เครื่องคุมจังหวะ” (Pacemaker) ที่คอยส่งสัญญาณไฟฟ้าสั่งให้ลำไส้บีบตัวเพื่อเคลื่อนย้ายอาหาร เมื่อเซลล์กลุ่มนี้เกิดการกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ จึงกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยพบได้บ่อยที่สุดที่ กระเพาะอาหาร (60%) และ ลำไส้เล็ก (30%)  

2. อาการเตือนที่ต้องรีบเช็ก  ความน่ากลัวของ GIST คือในระยะแรกก้อนเนื้ออาจมีขนาดเล็กมากจนไม่แสดงอาการอะไรเลย ผู้ป่วยมักจะรู้ตัวเมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นจนไปเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือเริ่มมีเลือดออก สัญญาณเตือนที่คนทั่วไปควรสังเกต เช่น 

มีเลือดออกในทางเดินอาหาร สังเกตได้จากอุจจาระที่มีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย หรือมีเลือดปน เนื่องจากก้อนเนื้อไปทำลายเส้นเลือดที่ผนังลำไส้ 

มีอาการปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง มักรู้สึกอึดอัดบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครง แม้จะกินอาหารเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอิ่มไวผิดปกติ หรือบางคนที่ผอมมากอาจจะคลำได้ก้อนในท้อง เเล้วก็อาจจะคลำพบก้อนแข็ง ถ้าก้อนเนื้อโตมากพอ เราอาจสัมผัสได้ถึงก้อนแข็งๆ บริเวณหน้าท้อง ต่อมาก็จะมีอาการอ่อนเพลีย ซีด เพราะนั่นเกิดจากภาวะโลหิตจางจากการที่มีเลือดออกภายในทีละน้อยสะสมเป็นเวลานาน สุดท้ายอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการนี้อาจเจอได้น้อยเนื่องจากว่าก้อนไม่ได้เข้ามาในทางเดินอาหาร 

3. คนอายุน้อยมักเป็นกันเยอะเพราะส่วนใหญ่แล้ว GIST มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ความจริงคือมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย 

ที่สำคัญคือ มะเร็งชนิดนี้ “ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับไลฟ์สไตล์” เหมือนมะเร็งปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ หรือมะเร็งตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนในระดับโมเลกุล ซึ่งส่งสัญญาณให้เซลล์โตไม่หยุด ปัจจัยนี้จึงเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก และไม่ใช่ความผิดของการใช้ชีวิต แต่เป็นการตรวจพบให้ไวที่สุดคือหัวใจสำคัญ 

ส่วน การรักษา GIST ในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก มะเร็งชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือ “มักไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสง”  

แต่จะตอบสนองได้ดีเยี่ยมกับ ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) 

• การผ่าตัด: ถ้าตรวจพบในระยะที่ก้อนเนื้อยังไม่แพร่กระจาย การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกให้หมดคือวิธีหลักที่มีโอกาสหายขาดสูง 

• ยามุ่งเป้า ตัวยาจะเข้าไป “บล็อก” สัญญาณการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้ก้อนเนื้อฝ่อลงหรือหยุดการโต ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีอายุนานขึ้นอย่างมากแม้จะเป็นระยะที่แพร่กระจายแล้วก็ตาม ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการรักษาแบบแม่นยำ  

จริงๆสำหรับเรื่องโรคนี้  เราหันมาดูเเลตัวเองกันมากขึ้นได้ค่ะ  ถึงแม้ GIST จะพบได้ยาก แต่การ “ช่างสังเกต” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด 

ลองสังเกตตั้งเเต่การขับถ่าย ถ้าสีอุจจาระเปลี่ยนไปเป็นสีดำเข้มหรือมีเลือด ต้องรีบหาหมอทันที  เเล้วก็หมั่นไปตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจช่องท้องด้วยอัลตราซาวด์  หรือส่องกล้องทางเดินอาหารจะช่วยให้เห็นความผิดปกติที่ผนังทางเดินอาหารได้ชัดเจน เเละที่สังเกตได้ง่ายสุดๆก็คือ หากเหนื่อยง่ายผิดปกติ ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ  

สุดท้ายเเล้วอย่าปล่อยไว้เพราะคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะธรรมดา เดี๋ยวจะรักษาไม่ทันถ้ารู้สายไป