อย่าตระหนกตกใจ! แพทย์ มช. เคลียร์ชัด ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์
พอลลี่ อีจัน
30 มกราคม 2569

ลูกเพจไม่ต้องตกใจนะคะ! ไวรัสนิปาห์ในไทยยังไม่มีผู้ติดเชื้อ
ก่อนหน้านี้มีกระเเสจากสื่อโซเชียลว่า ไวรัสนิปาห์ เข้ามาที่ประเทศไทยเเล้ว ทำให้คนไทยเเตกตื่นนั้น อาจารย์ประจำหน่วยโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. ได้ออกมาให้ข้อมูลยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันหรือผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีรายงานการระบาดในบางประเทศ อินเดียและบังกลาเทศ ย้ำว่าให้ตระหนักรู้และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันขั้นพื้นฐาน โดยไม่ต้องตื่นตระหนก


ผศ.นพ.ปรเมษฐ์ วินิจจะกูล อาจารย์ประจำหน่วยโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า สถานการณ์ไวรัสนิปาห์ในประเทศไทยขณะนี้ยังอยู่ในระดับเฝ้าระวัง โดยยังไม่พบการติดเชื้อในคน แม้จะเคยมีการตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสในค้างคาวผลไม้บางชนิดในประเทศไทย แต่ยังไม่พบการแพร่เชื้อสู่ประชาชน
เเละไวรัสนิปาห์ไม่ใช่ไวรัสที่เพิ่งค้นพบ โดยพบการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 ที่ประเทศมาเลเซีย มีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรค และอาจมีสัตว์ตัวกลาง เช่น หมู แพะ แกะ หรือม้า ก่อนแพร่เชื้อสู่คน โรคนี้สามารถก่อให้เกิด ไข้สมองอักเสบหรือการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจรุนแรง และมีอัตราการเสียชีวิตสูงประมาณ 40–70% อย่างไรก็ตาม ไวรัสนิปาห์ ติดต่อได้ยากกว่าโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ โดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของสัตว์หรือผู้ป่วย การแพร่จากคนสู่คนพบได้น้อย และมักเกิดในกรณีดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดหรือสัมผัสร่างกายโดยตรง

ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงที่สนามบินและจุดผ่านแดนขณะที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมทั้งระบบคัดกรอง ห้องแยกผู้ป่วย อุปกรณ์ป้องกัน และการประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งการคัดกรองจะพิจารณาจาก ประวัติเดินทางไปพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน ประวัติสัมผัสค้างคาวหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ป่วย การรับประทานผลไม้หรืออาหารที่อาจปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากสัตว์ อาการไข้ ระบบทางเดินหายใจ หรืออาการทางระบบประสาท หากเข้าข่ายผู้ป่วยต้องสงสัย จะมีการแยกผู้ป่วยในห้องความดันลบและส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ

เอาเป็นว่าตอนนี้“ตระหนักได้ แต่ไม่ตื่นตระหนก” เเละหลีกเลี่ยงการเชื่อหรือแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันนะคะ
ที่มา: งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่