ทำเเบบนี้ไม่ดีหรอก! 5 พฤติกรรม ทำทุกวัน เสี่ยง “ไขมันพอกตับ” 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

3 พฤศจิกายน 2568

ทำเเบบนี้ไม่ดีหรอก! 5 พฤติกรรม ทำทุกวัน เสี่ยง “ไขมันพอกตับ” 

“ไขมันพอกตับ” ไม่มีอาการเเต่ก็อันตรายนะคะ ใครที่คิดว่าไม่เป็นอะไรต้องระวังด้วยนะ  

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.68 ที่ผ่านมา  นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา และเป็นที่รู้จักจากเพจสุขภาพ “หมอเจด” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนและการจัดการโรคเรื้อรัง  โดยวันนี้คุณหมอได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับสุขภาพของเราทุกคนที่อาจป่วยไม่รู้ตัวด้วยพฤติกรรมของเราเอง อย่างการเป็น “ไขมันพอกตับ”  ซึ่งต้องบอกว่าหลายคนชอบเข้าใจว่า “ไขมันพอกตับ” เป็นโรคของคนดื่มเหล้า หรือคนอ้วนเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วคนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ปาร์ตี้ 

ก็ยังเป็น ไขมันพอกตับ ได้แบบไม่รู้ตัว 

โดย คนไทย 1 ใน 4 มีไขมันพอกตับ และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเลย เพราะมัน “ไม่มีอาการ” ในช่วงแรก พอรู้ตัวอีกทีอาจกลายเป็น ตับแข็ง หรือ มะเร็งตับ ไปแล้ว  สาเหตุจริง ๆ มันมาจาก “พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน” ที่เราทำซ้ำ ๆ แบบไม่รู้ตัวว่าอันตราย เดี๋ยวเล่าให้ฟังทีละข้อนะ 

1. กินหวาน กินแป้ง กินจุกจิก 

เราอาจจะคิดว่า “แค่กินขนมเอง ไม่ได้กินเหล้าสักหน่อย” แต่ความจริงคือ… น้ำตาลนี่แหละตัวดี พอกินเข้าไปเยอะ ๆ โดยเฉพาะแป้งขัดขาว น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผล ร่างกายใช้ไม่หมด มันก็ส่งต่อไปให้ “ตับ” แปรรูปเป็นไขมัน แล้วเก็บไว้ในตัวมันเอง  โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส (ที่อยู่ในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำเชื่อมข้าวโพด) ตับรับหน้าที่จัดการเต็ม ๆ เพราะอวัยวะอื่นใช้ไม่ค่อยได้ พอกินทุกวัน ๆ ตับก็รับหน้าที่หนัก ไขมันสะสมไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้เลย 

2. นั่งทั้งวัน ไม่ค่อยขยับ 

ใครที่ทำงานหน้าคอมทั้งวัน แล้วเลิกงานก็กลับไปดูซีรีส์ นอน บอกเลยว่า นี่คือพฤติกรรม “ตับรับกรรม” เต็ม ๆ เพราะพอเราไม่ขยับ ร่างกายก็ไม่เผาผลาญ น้ำตาลที่กินเข้าไปก็ไม่ได้ถูกใช้กลายเป็นไขมันลอยในเลือด แล้วบางส่วนก็ถูกดูดกลับเข้าตับ ยิ่งมีไขมันพุง ไขมันในช่องท้อง 

มันจะปล่อยกรดไขมันอิสระไหลเข้าตับได้อีก เหมือน “ท่อน้ำเสีย” ต่อเข้าไปที่โรงงานตับ แล้วก็ล้นจนโรงงานพัง 

3. กินดึก นอนดึก 

จริงๆเเล้ว ตับของเรา “มีนาฬิกาชีวภาพเป็นของตัวเอง” คือมันรู้เวลาได้ว่าเมื่อไหร่ควรทำงานหนัก เช่น เผาผลาญไขมัน หรือผลิตน้ำดี 

แต่พอเรานอนดึก กินดึก หรือกินไม่เป็นเวลา นาฬิกาในตับจะรวนทันที ทำให้การทำงานผิดจังหวะ เเละส่งผลให้เผาผลาญไขมันไม่ได้ดี 

สุดท้ายไขมันก็สะสมในตับมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังรบกวนนาฬิกาของลำไส้ กล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญโดยรวมอีกด้วย แค่กินให้เป็นเวลา พักผ่อนให้พอ ตับก็ทำงานดีขึ้นได้จริง ๆ 

4. อ้วน น้ำหนักเยอะ หรือมีโรคประจำตัว  

เช่น ดื้ออินซูลิน หรือเบาหวาน ใครที่มีไขมันสะสมในช่องท้องเยอะ น้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะ ดื้ออินซูลิน / เบาหวาน ร่างกายจะไม่สามารถจัดการกับน้ำตาลและไขมันได้ดี ส่งผลให้ไขมันจึงไปสะสมในตับง่ายขึ้น 

และคนกลุ่มนี้มักมีการอักเสบเรื้อรังอยู่แล้ว ซึ่งเร่งให้ตับเสื่อมเร็วขึ้นกว่าเดิมอีก 

5. ไขมันพอกตับไม่เจ็บ ไม่เตือน แต่พอรู้ตัวอีกที อาจสายไปแล้ว 

ความอันตรายที่สุดของไขมันพอกตับ คือมัน “ไม่แสดงอาการ” เลยในระยะแรก อาจจะรู้สึกปกติ แข็งแรงดี แต่จริง ๆ แล้วตับกำลังสะสมไขมันเรื่อย ๆจนวันหนึ่ง กลายเป็น “ตับแข็ง” หรือ “มะเร็งตับ” โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว และพอถึงจุดที่มีอาการ เช่น ปวดตับ ท้องโต ตัวเหลือง 

แปลว่า “ตับเสียไปแล้วเกิน 70%” ซึ่งตอนนั้นมันไม่ใช่แค่ลดของมันหวานแล้วจะหายได้แล้ว แนะนำว่า ควรตรวจเลือด (AST, ALT) และ FibroScan ตับอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะถ้าคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง หรือมีพุง 

Fatty liver disease and hepatic steatosis body part as a medical health care concept of the digestive system anatomy and vital organ for digestion functions in a 3D illustration style.

แล้วเราจะป้องกันตับพังได้ยังไง? เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวันนี่แหละ 

-ลดหวาน ลดแป้ง โดยเฉพาะน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ขวด 

-ขยับตัวทุกวัน จะเดิน จะปั่นจักรยาน 

-นอนให้พอ พักผ่อนให้ครบ 7–8 ชั่วโมง 

-ถ้ามีไขมันพุง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ตรวจตับเถอะ ปีละครั้งก็ยังดี 

-อาหารเสริมที่อาจช่วยได้ เช่น 

โคลีน (Choline) – ช่วยขับไขมันออกจากตับ 

โอเมก้า-3 – ลดการอักเสบในตับ 

เรื่องนี้ก็เน้นย้ำได้ว่า ตับเราไม่ได้พังเพราะเหล้าอย่างเดียว แต่อาหารหวาน มัน แป้งล้วน ๆ ก็พังได้ หรือเเม้เเต่ใครที่นั่งเยอะ ไม่ขยับ ก็ขยับให้มากขึ้นนะ ไขมันก็วิ่งเข้าตับ ส่วนเรื่องของการนอนดึก กินดึกก็เกี่ยว ถ้าปรับได้ก็ปรับนะและสุดท้ายคือไม่เจ็บ ไม่ใช่ไม่เป็น… ตรวจหน่อยก่อนที่มันจะสายเกินไป อีจัน เป็นห่วงสุขภาพของลูกเพจทุกคนนะคะ  

ที่มา: เฟซบุ๊ก หมอเจด https://www.facebook.com/share/p/19LESmXW4T/