กสิกรไทย พร้อมรับ พ.ร.ก.ไซเบอร์ ยกโมเดล “สิงคโปร์-มาเลเซีย” ใครผิดจ่าย
ต้นกุมภาฯ อีจัน
11 มกราคม 2568

จากกรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ปรับปรุงแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 โดยสาระสำคัญการแก้ไขกฎหมาย คือการให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ร่วมรับผิดชอบคืนเงินให้ผู้เสียหาย
เบื้องต้น นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมข้อมูลเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือนม.ค.68

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด พ.ร.ก.ดังกล่าวว่ามีการร่างออกมาในรูปแบบใด ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่ออกกฎหมาย และรายละเอียดกฎหมายใหม่ด้วย
ขณะเดียวกัน มีมุมมองว่าถ้ากฎหมายยึดหลักกรอบของสิงคโปร์และมาเลเซีย จะสร้างความโปร่งใสและยุติธรรมกับทุกฝ่าย และทำให้ประชาชนมีความรับผิดชอบกันมากขึ้น โดยกฎหมายภัยไซเบอร์ของประเทศดังกล่าว บังคับให้ธนาคารและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ต้องร่วมรับผิดชอบผู้เสียหาย ซึ่งในรายละเอียดมีมากกว่านั้น

นางสาวขัตติยากล่าวว่า เช่น หากมีการพิสูจน์แล้วว่าคนนี้พลาดก็ต้องจ่าย หรือแม้แต่ผู้ใช้บริการเองพลาดก็ต้องรับไป ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก ถ้าบอกว่าเหลือเพียงธนาคารและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ดำเนินการแล้ว และจะทำอะไรให้เกิดขึ้นหรือไม่ หากประชาชนมีความเข้าใจแบบนี้ แปลว่าผู้ใช้จะไม่ระมัดระวังตัวเองอีก ซึ่งจริงๆ กฎหมายจะไม่เป็นลักษณะนี้
“เพราะถ้ามี การพิสูจน์แล้วว่าใครหลุดไป หลงเชื่อไป และถ้าแบงก์ไม่ได้สื่อสารทำความเข้าใจ หรือวันนั้นระบบสแกนหน้าล่ม รหัสไม่ได้ใส่ก็มาว่าแบงก์ได้ว่าเกิดการผิดลาดขึ้น”นางสาวขัตติยากล่าว
ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแอปฯ K PLUS เป็นระบบที่มีศักยภาพรองรับธุรกรรมได้สูงที่สุดในประเทศ รวมถึงธนาคารได้ปรับปรุงระบบ Core Banking จนมี Capacity เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว พร้อมรองรับระบบโมบายแบงกิ้ง (Mobile Banking) และดิจิทัลแบงกิ้ง (Digital Banking) ไปได้อีก 3 ปี