วันนี้ (21 พ.ย. 68( นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ประกาศพร้อมยุบสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ว่า ไม่มีผลต่อแผนเศรษฐกิจเพราะตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์ รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการออกมาเกือบทุกมาตรการแล้ว ซึ่งจะพยายามทำให้ทุกมาตรการเสร็จภายในเดือนธ.ค. 2568
สำหรับสัปดาห์หน้าจะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน เกี่ยวกับด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI ) อาทิโครงการ Fast Pass ซึ่งขณะนี้มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 60 บริษัท พร้อมลงทุนในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า300,000 ล้านบาท รัฐบาลจะปลดล็อคการลงทุนดังกล่าว ผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมาย กฎกติกาที่ล่าช้า และความซ้ำซ้อนของการขออนุญาตต่างๆ
ส่วนในด้านการส่งเสริมการออมนั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และจะได้เห็นในเดือนธ.ค. นี้เช่นเดียวกันโดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบ Thailand Individual Saving Account (TISA) หรือบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ารูปแบบการลดหย่อนภาษีแบบเดิม (เช่นRMF, PVD) ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนโดยผู้ลงทุนจะสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ตามความต้องการและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น พันธบัตรสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัย หรือกองทุนที่เน้นเทคโนโลยี AI
นอกจากนี้ รัฐบาลจะดึงดูดการออมของประชาชน ผ่านความนิยมในการเสี่ยงโชค โดยจะให้เงินคืนสำหรับผู้ซื้อหวยแต่ไม่ถูกรางวัล โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะกำหนดให้สะสมเงินออมจากการซื้อหวยแล้วไม่ถูกรางวัลถึงอายุ 55 ปีจึงจะสามารถถอนเงินได้ ส่วนผู้ที่ยังซื้อหวยอยู่ จะกำหนดให้สะสมอีก 5 ปี เป็นต้น
ทั้งนี้ จะออกมาตรการดูแลเอสเอ็มอี ทั้งการแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยใช้กลไกของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร พร้อมทั้งใช้สถาบันการเงินของรัฐในการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(Soft Loan) เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า จะเร่งรัดการคืนภาษีสรรพากรที่ค้างอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่ดีรวมถึงจะมีโครงการ “บริษัทใหญ่ช่วยบริษัทเล็ก” เป็นการให้เงินทุนสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็ทอี สามารถเปลี่ยนผ่านไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัล, Automation, หรือ AI และปรับตัวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่ๆ เช่น ธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรือพลังงานโซลาร์ เป็นต้น
ส่วนการเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐนั้น ทีมเจรจาจะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องแผนการเจรจา
สำหรับสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อันดับ 1 ที่สำคัญของไทย คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมดขณะเดียวกัน จะการหาตลาดใหม่ และเจรจาการค้า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ FTA หรือ bilateral agreement เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย
“การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป ข้อมูลนี้ได้รับแจ้งมาจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีทรัมป์”
อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาฯ นั้น ในสถานะนี้จะไม่สามารถดำเนินการขออนุมัติสนธิสัญญาต่างๆ ได้ แต่การเจรจาและหาตลาดใหม่นั้นจะไม่ควรหยุดลงและจะยังคงดำเนินต่อไป
