“เอกชน” จิ้มรัฐบาลใหม่! ต้องเก่งจริง-ทำงานได้ ไม่ได้มาเพราะ “โควต้า”

“เอกชน” จิ้ม “รัฐบาลใหม่” ฟอร์ม ”ทีม ครม.“ ต้องเก่ง-มีความรู้จริง เหมาะสมกับ ”ตำแหน่ง“ ลั่นไม่ควรได้มาเพราะ “โควต้า” ชี้โจทย์ 100 วันแก้ ”คอร์รัปชั่น-ทุนเทา“ แก้ปมการค้าโลกรีดภาษี ฟื้นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (4 ก.พ.69) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่ที่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธ.ค.68 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09% ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อจีดีพี ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ใน 100 วันแรก พรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศจะจัดการกับปัญหาเร่งด่วนอะไรบ้าง เนื่องจากตลอดช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจนกดกำลังซื้อ ปัญหาสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามา ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ (SME) ไปต่อได้ยาก ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งผิดปกติ ปัญหาทุนสีเทา เศรษฐกิจใต้ดิน และปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงอย่างชัดเจนมาโดยตลอด

ดังนั้น จึงอยากเห็นว่าทุกพรรคการเมือง รวมถึงรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 จะนำประเด็นเหล่านี้มาแก้ไขอย่างไรภายใน 100 วันแรก ว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องใดก่อนหลัง เนื่องจากจากการประชุมของ กกร. วันนี้ (4 ก.พ.) นอกจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ (geoeconomic) ซึ่งปีนี้จะรุนแรงและเข้มข้นกว่าที่ผ่านมาแล้ว ยังมีสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการทางการค้าที่นอกเหนือจากภาษี 19% ที่ยังค้างอยู่ โดยมีอีกประมาณ 9 รายการที่เริ่มเข้าข่ายกฎหมาย ซึ่งสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการขึ้นภาษีได้

ประเด็นสำคัญคือประเทศไทยจะเตรียมรับมืออย่างไร ทั้งในเรื่องการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรปว่าจะเร่งให้จบเร็วขึ้นได้อย่างไร เพื่อขยายตลาดใหม่ ๆ ต่อไป 

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความกังวลเรื่องงบประมาณ เนื่องจากปัญหาความไม่เสถียรทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย การจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนภาครัฐ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมต่อจีดีพีของไทย ที่เดิมคาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโตได้เพียง 1.6–2% เท่านั้น

“ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งกลับมาแก้ไขโดยเร็ว และในระยะยาวควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มากกว่าการใช้นโยบายหาเสียงระยะสั้น หรือประชานิยมที่มากเกินไป”

นายเกรียงไกรกล่าวว่า นโยบายระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ในความเป็นจริง การกระตุ้นเศรษฐกิจในวันนี้ยังคงมีความจำเป็น เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมาก กลุ่มที่เปราะบางที่สุดในขณะนี้คือ SME รวมถึงผู้บริโภคโดยรวม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องครอบคลุมทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ต้องทำควบคู่กันอย่างสมดุล ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องส่งผลต่อเนื่องไปถึงระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืน

ปัญหาสำคัญที่ผ่านมาคือโครงสร้างทางการเมืองที่มีอายุสั้นลงเรื่อย ๆ แม้กระทั่งรัฐบาลล่าสุดที่อยู่ภายใต้กรอบ MOA เพียงไม่กี่เดือน ซึ่งในความเป็นจริงมีเวลาบริหารเพียงประมาณ 2 เดือนเศษ ส่งผลให้หลายเรื่องติดขัด และทำให้รัฐบาลเลือกใช้นโยบายระยะสั้นมากกว่าการวางแผนระยะกลางและระยะยาว

“ในส่วนของการจัดตั้งรัฐบาล อยากให้ช่วงเวลาเป็นไปตามกำหนดการปกติ หากไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนด ความกังวลสำคัญคือการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า หากกระบวนการสะดุดมากขึ้นจะยิ่งส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ ขอเริ่มจากเรื่องนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่อนข้างกลุ้มใจ เพราะจุดยืนและอารมณ์เปลี่ยนเร็ว เดี๋ยวขึ้นภาษีกับเกาหลีไปถึง 25% แล้วอยู่ดี ๆ ก็เอามาลงที่ 15% อินเดีย จาก 50% เหลือ 18% ซึ่งในรายละเอียดอาจไม่รู้ว่าฐานคิดคืออะไร แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ หากไปสร้างความไม่พึงพอใจให้ใครขึ้นมา เราก็พอรู้ว่าจะเจออะไรบ้าง

แต่พอมีการประกาศเรื่องการตั้งภาษีสินค้า กลับมองว่าเริ่มเห็นภาพเป็น “บันไดทางลง” ของเรื่องภาษี เพราะสุดท้ายเรื่องภาษีที่ถูกฟ้องศาลอยู่ ถ้าศาลตัดสินว่าผิดทันที ความเสียหายจะตกอยู่กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยตรง โดยเฉพาะรายได้ของรัฐที่หายไป รัฐจึงจำเป็นต้องตั้งภาษีพิเศษในแต่ละหมวดสินค้าขึ้นมาก่อน เพื่ออุดช่องว่างรายได้ที่เสียไปจริง ๆ

“ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะมีรายการเก็บภาษีออกมาเพิ่มมากกว่านี้ และหากใช้กฎหมายในลักษณะที่ไม่ใช่ทารีฟ ก็อาจทำให้สามารถถอยจากมาตรการทารีฟได้เร็วขึ้น ภาพรวมจึงน่าจะออกมาในลักษณะนี้ ส่วนตัวติดตามและศึกษาประเด็นนี้มาโดยตลอด“

ดร.พจน์กล่าวว่า การเลือกตั้งแล้วในกรอบเวลา 90 วัน สิ่งแรกคือต้องให้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นก่อน จากนั้นต้องกลับมาดูที่ กกต. ว่าจะประกาศรับรองผลเมื่อไร เพราะตอนนี้ในสื่อก็พูดกันมาก หากตรวจสอบแล้วคะแนนกับจำนวนเสียงไม่ตรงกัน จะเกิดอะไรขึ้น หากกลายเป็นปัญหาที่กระทบความชอบธรรมของการเลือกตั้งจะจัดการอย่างไร เรื่องนี้ทุกคนก็ติดตามอยู่ ต้องดูว่า กกต. จะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่าให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นมา

ถ้าแก้ไขได้ สิ่งที่ต้องทำให้ได้ก่อนคือการตั้งคณะรัฐมนตรี และขอให้แกนนำพรรคการเมืองที่เป็นหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคร่วมต่าง ๆ ช่วยสรรหารัฐมนตรีที่มีองค์ความรู้ และความสามารถตรงกับงานของแต่ละกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะสภาพบ้านเมืองวันนี้ถูกล้อมด้วยปัญหาทั้งจากต่างประเทศ ภายในประเทศ เศรษฐกิจ การเมือง ทุกอย่างซับซ้อน หากไม่มีมืออาชีพหรือคนที่ทำงานเป็นจริง ๆ เข้ามา ประชาชนจะเดือดร้อนหนัก

“สิ่งที่อยากเห็นคือการตั้งรัฐมนตรีโดยยึดความสามารถ ไม่ใช่แค่โควต้าอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ปัญหาจะตามมาเยอะ และการทำงานจะเดินต่อไม่ได้”

ดร.พจน์กล่าวว่า ถามว่าพอทำงานแล้วควรเริ่มจากอะไร คำตอบคือทุกงานรออยู่หมดแล้ว ไม่มีเรื่องไหนไม่เร่ง สิ่งที่แก้ได้ก่อนต้องรีบทำ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องรีบตรวจสอบกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ ในแต่ละกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากพระราชบัญญัติ แต่อย่างน้อยต้องเริ่มจากกฎกระทรวงและประกาศของกรมที่เป็นอุปสรรคต่อก

การดำเนินธุรกิจ ต้องแก้ไขโดยด่วน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ เพราะไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะหยุดชะงักทั้งหมด

อีกเรื่องสำคัญคือ SME ที่พูดกันมาตลอด โครงการและแนวคิดหลายอย่างถูกเสนอขึ้นมาแล้ว เช่น แนวคิด Reinvent Thailand ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลควรทำ สภาเห็นด้วย กระทรวงการคลังเห็นด้วย สิ่งที่เดินได้ดีอยู่แล้วควรเดินหน้าต่อ อย่ารื้อ อย่าคิดว่าเป็นผลงานของใคร ของใครทำมา ถ้าดีแล้วก็ทำต่อ สิ่งที่ค้างอยู่และเป็นประโยชน์ก็ควรเดินต่อ ไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะเวลาไม่รอใคร

“ในระยะสั้น แค่ทำตรงนี้ให้ได้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว”

สำหรับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาบริหาร คำถามสำคัญคือเม็ดเงินก้อนแรกจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้ช่วงเดือนไหน จะเป็นมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม หรือพฤษภาคม จะทันหรือไม่ นั้น

ดร.พจน์กล่าวว่า จากการประชุมระหว่าง กกร. กับ กกต. พบว่าแผนของแต่ละพรรคมีรายละเอียดจำนวนมาก และล้วนใช้งบประมาณในวงเงินสูง โดยแทบไม่มีพรรคใดระบุชัดว่าจะใช้เงินกู้

ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 ที่กำลังใช้อยู่ ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายไปเพียงประมาณ 1.7 แสนล้านบาทเท่านั้น หากการเลือกตั้งจบตามกรอบเวลาจะมีการตั้งงบฯ ในการดำเนินการใหม่เกินสิ้น ก.ย. อาจได้ใช้งบฯ จริงไตรมาส 1/2570 และหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ก็อาจต้องใช้งบปี 2569 ต่อไปจนกว่าจะมีงบประมาณใหม่ 

“คำถามสำคัญจึงอยู่ที่แหล่งเงินว่าจะมาจากส่วนใด และจะเหลืองบประมาณสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจจริงมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป”

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สำหรับมาตรการเป็นตัวกระตุ้นยังคงมีความจำเป็น เพราะสถานะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการกระตุ้นที่มีสะพานเชื่อมไปสู่มาตรการระยะกลางและระยะยาว เพราะไม่เช่นนั้น การกระตุ้นจะเหมือนน้ำนองลงดินทรายและหายไปในที่สุด

การกระตุ้นคือการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด หากมองในแง่ของ fiscal space หมายความว่าสิ่งที่ใส่ลงไปต้องคิดต่อให้ได้ว่าจะเชื่อมโยงไปสู่มาตรการในระยะถัดไปอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการใส่ทรัพยากรเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ให้สามารถกลับมาแข่งขันได้และสร้างรายได้

เพราะหากผลิตสินค้าแล้วขายไม่ได้ หรือเปิดบริการที่ไม่มีคนมาใช้ ก็จะติดอยู่กับดักเดิมซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น ศักยภาพในการแข่งขัน ข้อจำกัดต่าง ๆ และกฎเกณฑ์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก

“อยากเน้นย้ำว่า fiscal space ของเรามีจำกัด ปัจจุบันประเทศอยู่ใกล้จุดเสี่ยงต่อการถูกดาวน์เกรด หากเกิดการดาวน์เกรดจริง ประเทศจะเผชิญแรงกดดันที่หนักกว่าเดิม”

ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีเป้าหมาย มีสะพานเชื่อมไปสู่มาตรการระยะกลางและระยะยาว ที่นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน