สมาคมโรงแรมไทยร่อนหนังสือถึงนายกฯหนูค้านแก้พ.ร.บ.สถานที่พักแรมเอื้อรายเล็ก
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
11 กันยายน 2568

วันนี้ (11 ก.ย. 2568) นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า สมาคมโรงแรมไทยได้ส่งหนังสือแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. …. เสนอโดย น.ส.ชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เพื่อประกอบการพิจารณารับรองของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดนิยาม สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม, ที่พักที่เคลื่อนที่ไม่ได้, ที่พักที่เคลื่อนที่ได้, โฮสเทล, เกสท์เฮาท์, โฮมสเตย์ ตามร่างมาตรา 4 โดยไม่คำนึงถึงจำนวนห้องพัก จำนวนผู้เข้าพัก เนื่องจากสถานที่พักเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่เหมือนกันกับโรงแรม ต้องดูแลความสะดวก ปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าพักเหมือนกัน มีการบริหารจัดการใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาใบอนุญาตเเยกออกจากกัน โดยสมควรกำหนดให้สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมควรจำกัดจำนวนห้องพักพักไม่เกิน 8 ห้อง และพักอาศัยได้ไม่เกิน 30 คนสอดคล้องตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547
2. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดประเภทโรงแรม โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ตามร่างมาตรา 12/1 ในพระราชบัญญัติ เนื่องจากอาจจะมีที่พักประเภทใหม่ๆ ในอนาคต จึงสมควรกำหนดประเภทของโรงแรมไว้ในกฎหมายลูก
3. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดประเภทสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม โดยแบ่งประเภท ตามร่างมาตรา 39/1 เนื่องจากสถานที่พักเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่เหมือนกันต้องดูแลความสะดวก ปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าพักเหมือนกัน มีการบริหารจัดการใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาใบอนุญาตแยกออกจากกันกันกับ โรงแรม
4. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการพิจารณาคุณสมบัติอาคารที่ใช้ในการประกอบธุรกิจสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ตลอดจนการนำอาคารมาประกอบสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามร่างมาตรา 39/3 เนื่องจากอาคารประเภทที่พักชั่วคราวเป็นอาคารที่ผู้ใช้อาคารไม่มีความคุ้นชินกันกับแผนผังอาคารและระบบความปลอดภัยต่างๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สมควรให้อาคารที่มีห้องพักเกิน 8 ห้อง ต้องใช้หลักเกณฑ์ควบคุมอาคารอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้อาคาร จึงจำเป็นต้องเข้าเงื่อนไขในกฎกระทรวงกำหนดลักษณะและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2566 และเกณฑ์อาคารสาธารณะตามกฎกฎกระทรวงฉบับที่ 55 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัด
5. สมาคมโรงแรมไทยเห็นว่าการประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่มีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงไม่มีความจำเป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
6. รัฐบาลไทยมีหน้าที่อันดับแรกที่จะต้องทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการมาท่องเที่ยวประเทศไทย หากไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเป็นอย่างมากดังที่เกิดขึ้นกับตลาดนักท่องเที่ยวขืนในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมในการท่องเที่ยวทั้งหมดทั่วประเทศ จึงไม่สมควรประณีประนอมการหรือผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายโรงแรมในค้านการให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว