สายหวานเศร้า กรมสรรพาสารมิต ขึ้นภาษีน้ำหวาน 3 เท่า

อีจัน

อีจัน

4 เมษายน 2566

สายหวานเศร้า กรมสรรพาสารมิต ขึ้นภาษีน้ำหวาน 3 เท่า

เพราะชีวิตขาดหวานไม่ได้ น้ำตาลจึงจัดเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท แต่อาหารที่มีน้ำตาลสูง มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วน เป็นบ่อเกิดของโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม และฟันผุ

ซึ่ง องค์การอนามัยโลก หรือ WHO รายงานว่าคนไทยมีภาวะโรคอ้วนเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากมาเลเซีย และตัวเลยังขยับขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ ข้อมูลจากกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานความชุกของปัญหาน้ำหนักเกินหรืออ้วนในผู้ใหญ่ ในปี 64 อยู่ที่ 47.2% เพิ่มขึ้นจาก 34.7%

ขณะที่ เมื่อปี 59 กทม. มีความชุกภาวะอ้วนลงพุงมากที่สุด (56.1%) รองลงมาคือ ภาคกลาง (47.3%), ภาคใต้ (42.7%), ภาคเหนือ (38.7%), และภาคอีสาน (28.1%)

ที่น่ากังวลคือเด็กก็พบปัญหาโรคอ้วน และน้ำหนักเกินเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ ในปี 64 ความชุกของโรคอ้วนและน้ำหนักเกินในเด็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี อยู่ที่ 9.07% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 5.7%

ภาษีความหวาน ขึ้นแน่ 1 เม.ย.นี้ สรรพสามิต เชื่อราคาเครื่องดื่มไม่ขึ้น

‘กรมสรรพาสารมิต’ จึงได้เริ่มเก็บภาษีความหวาน ตามปริมาณน้ำตาลในสินค้าเครื่องดื่มตั้งแต่ปี 2560 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลเพื่อต้องการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยได้กำหนดโครงสร้างภาษีในอัตราแบบขั้นบันได 3 ระยะ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปรับขึ้นภาษีในระยะที่ 1 และ 2 ไปแล้ว

โดยระยะที่ 3 เดิมจะเริ่มใช้ตั้งวันที่ 1 ต.ค.64 แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาปรับขึ้นอัตราภาษีความหวานออกไป 6 เดือน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งตามกำหนดการจะสิ้นสุดระยะเวลาและเริ่มปรับอัตราภาษีความหวานเป็นระยะที่ 3 ในวันที่ 1 เม.ย.66

สำหรับภาษีความหวานระยะที่ 3 ที่จะเริ่มเก็บตั้งแต่ 1 เม.ย. 66 – 31 มี.ค. 68 มีอัตราดังนี้

ขณะที่ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้เสนอขอเลื่อนขยายเวลาปรับขึ้นภาษีความหวาน เนื่องจากเกิดภัยแล้งและวัตถุดิบปรับขึ้นราคา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหาร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสน้อยมากที่ภาครัฐจะเลื่อนเก็บภาษีความหวาน

เอกชน เบรก ‘กรมสรรพสามิต’ ขึ้นภาษีความหวาน
สูตรคำนวณภาษีความหวาน

วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีตามมูลค่า หรือตามปริมาณของสินค้า หรือทั้งตามมูลค่าและตามปริมาณของสินค้า (1) ภาษีตามมูลค่า (2) ภาษีตามปริมาณ

(1) ภาษีตามมูลค่า = อัตราภาษี x ฐานภาษี (ราคาขายปลีกแนะนำ)

(2) ภาษีตามปริมาณ = อัตราภาษี x ขนาดบรรจุ

จึงมีข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า หากภาษีความหวานระยะที่ 3 เริ่มใช้จริง จะส่งผลกระทบกับสินค้าเครื่องดื่มกลุ่มใดมากที่สุด และเครื่องดื่มตัวไหนจะได้รับผลกระทบบ้าง ซึ่งนักวิเคราะห์จาก บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า มองว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหลักๆ คือ กลุ่มน้ำอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูง

ด้านเครื่องดื่มชูกำลัง อย่าง ‘คาราบาวแดง’ (ขวด) เสียภาษีในอัตรา 6-8 กรัมต่อ 100 มล. ภาษีน้ำตาลปรับเพิ่มเป็น 0.3 บาทต่อลิตร จาก 0.1 บาทต่อลิตร ส่วน ‘M-150’ (ขวด) ซึ่งอัตราน้ำตาลอยู่ที่ 0-6 กรัมต่อ 100 มล. จึงไม่ต้องเสียภาษีน้ำตาล

ขณะที่ เครื่องดื่มรสผลไม้ผสมวุ้น อย่าง ‘เจเล่บิวตี้’ ซึ่งมีน้ำตาลต่ำมาก ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีน้ำตาลอัตราใหม่ ส่วน เซ็ปเป้บิวติดริ้งค์

มองว่า กระทบจำกัด เนื่องจากสินค้าเครื่องดื่มส่วนใหญ่เป็นการส่งออก ด้าน เครื่องดื่มอิชิตัน มีการปรับสูตรน้ำตาลตั้งแต่ไตรมาส 4/65 จนอยู่ในระดับที่ไม่ต้องเสียภาษีน้ำตาล

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ‘กรมสรรพาสารมิต’ ให้เวลาแต่ละผู้ประกอบการได้ปรับสูตรสินค้าก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้น โอกาสที่จะเลื่อนการเก็บภาษีน้ำตาลอัตราใหม่จึงน้อยมาก จึงต้องจับตาดูว่า ราคาสินค้าเครื่องดื่มหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

คลิปอีจันแนะนำ
ใบดำ ทำ จีวรบิน