“กรณ์ จาติกวณิช” อดีต รมว.คลัง ซัด รัฐบาลกู้เงินมาแจกไม่มีใครเขาทำกัน

Phetchan

Phetchan

13 พฤศจิกายน 2566

“กรณ์ จาติกวณิช” อดีต รมว.คลัง ซัด รัฐบาลกู้เงินมาแจกไม่มีใครเขาทำกัน

หลังเมื่อวันที่ 10 พ.ย.66 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขและเงินที่จะนำมาแจกให้คนละ 1 หมื่นบาท ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่าจะออกเป็น พรบ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

เปิดเกณฑ์ชัดๆ ใครได้เงินดิจิทัล 10,000 บาท แจก 50 ล้านคน เริ่ม พ.ค.67

วันนี้ (13 พ.ย.66) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  โพสต์เฟซบุ๊กถึงนโยบายการแจก ดิจิทัลวอลเล็ต ของพรรคเพื่อไทย ว่า พรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัลโดยพูดชัดมากว่า จะไม่กู้ ทุกบาทจะมาจากงบประมาณ

นายกรณ์ ระบุว่า ถึงวันนี้ เมื่อตระหนักชัดเจนแล้วว่า เงินงบประมาณมีไม่พอสำหรับเรื่องนี้ หากยังจะดันทุรังเดินต่อ ผมเกรงว่าปัญหาจะเกิด ถ้าผ่านด่านกฎหมายแล้วกู้ได้ แจกได้ ก็จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ

ถ้าเจอตอกฎหมาย ปัญหาก็จะเกิดกับเพื่อไทย และรัฐบาลโดยรวม (หากผ่านมติ ครม. มาแล้ว)

มีคนเพื่อไทยเชียร์ว่า #กู้มาแจก ไม่เห็นเป็นอะไร ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจไม่สำเร็จ เงินนี้ก็ไม่ได้ไปไหน หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่ดี (!) จุดนี้อันตรายครับ พูดเหมือนว่า ‘หนี้’ คือ ‘รายได้’ ที่ไม่ต้องคืน และพูดเหมือนไม่รู้ว่า มันมีต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงมาก!

สำคัญที่สุด การออก “พ.ร.บ.กู้มาแจก” เป็นวิธีการที่ขัดต่อหลักวินัยการคลังอย่างให้อภัยไม่ได้จริงๆ และผมเชื่อว่าส่อขัดหลักกฎหมายด้วย

ผมขอย้อนเล่าให้ฟังถึงกรณีใกล้เคียงที่เคยเกิดขึ้น เคยมีสองรัฐบาลที่คิดจะออก  “พ.ร.บ.กู้เงิน“ หนึ่งในนั้นคือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ช่วงนั้นมีวิกฤติเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยเราติดลบหนัก ส่งผลให้รายรับรัฐบาลตํ่ากว่าประมาณการสูง จึงจำเป็นต้องกู้นอกงบประมาณมาเติมให้เต็ม และเป็นข้อบังคับตามกฎหมายทางการคลัง

มิหนำซ้ำตอนนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก ผมจึงเสนอคุณอภิสิทธิ์ให้ออก พ.ร.ก.เร่งด่วนแทน (พ.ร.ก.ออกโดยอำนาจฝ่ายบริหาร ส่วน พ.ร.บ.ต้องผ่านสภาฯ)

คุณอภิสิทธิ์ถามผมว่า “ควรออกเท่าไร?”

เนื่องจากสถาณการณ์วันนั้นยังไม่นิ่ง กระทรวงการคลังเลยเสนอเผื่อเหลือเผื่อขาดไป 8 แสนล้านบาท

นายกฯ อภิสิทธิ์ถามผมต่อว่า “เร่งด่วน และใช้ทันทีจริงๆ เท่าไร” พวกเรากลับมาทำการบ้าน แล้วกลับไปตอบว่า “4 แสนล้านบาท”

นายกฯ อภิสิทธิ์ เลยสรุปว่า “ถ้างั้นออก พ.ร.ก.แค่ 4 แสนพอ ส่วนอีก 4 แสนไปเตรียมออกเป็น พ.ร.บ. แทน”

ซึ่งหลังจากเราได้ใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.ไปแล้ว เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก รายได้รัฐบาลฟื้นตัว ผม รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ และคุณอภิสิทธิ์ จึงตัดสินใจ *ยกเลิกแผนการออก พ.ร.บ. และโอนรายการที่เตรียมใช้เงินกู้ พ.ร.บ. ไปไว้ในงบประมาณปกติแทน

ทั้งหมดเพราะ พ.ร.ก. มีไว้ในกรณีฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ (ตามนิยามรัฐธรรมนูญ) และการกู้จาก พ.ร.บ.ยิ่งไม่ควรทำ เพราะอาจขัดต่อหลักกฎหมายหนี้สาธารณะที่มีกติกาชัดเจนว่ารัฐบาลขาดดุลได้ปีละไม่เกินเท่าไร

นายกรณ์ ยังระบุอีกว่า ถ้าให้อธิบายง่ายๆ กฎหมายระบุไว้ว่ารัฐบาลขาดดุลเกินเพดานที่กำหนดในกฎหมายไม่ได้ นอกจากให้ออกเป็น พ.ร.ก.ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “ด่วนจริง จำเป็นจริง” การออกเป็น พ.ร.บ.กู้มาแจก จึงไม่เคยมีใครทำ และไม่ควรทำได้ เพื่อไทยรู้ดีเพราะเป็นรัฐบาลที่สอง ที่คิดจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน (กรณีกู้เงิน 2 ล้านล้าน) ผมเป็นหนึ่งในคนที่ทำเรื่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับอีกหลายท่าน ซึ่งตอนนี้ก็นั่งอยู่ในพรรคร่วมของรัฐบาลเศรษฐาด้วย

ผลสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีกฎหมายนี้ตกไป เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญหมวดวินัยการคลัง

ผมยืนยันตามความคิดเดิมที่พูดไว้ตั้งแต่มีการหาเสียงนโยบายนี้ว่า อันตราย และยิ่งเมื่อยืนยันแล้วว่าเงินไม่มี ต้องอาศัยเงินกู้ ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลทั้งปวง

คลิปอีจันแนะนำ
ข่าวลือหนาหู เพื่อไทย จะยกเลิกแจกเงินดิจิทัล จริงเหรอ?