สศช. เผยจีดีพีไทยไตรมาส 1/68 โต 3.1% รั้งท้าย “อาเซียน”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
19 พฤษภาคม 2568

วันนี้ (19 พ.ค.68) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัว 3.1% ต่อเนื่องจากการขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 4/2567 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 4/2567 ที่ 0.7%
นายดนุชา กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทย 2568 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.3 – 2.35% (ค่ากลางการประมาณการ 1.8%) โดยคาดว่าการอุปโภคบริโภคจะขยายตัว 2.4% และการลงทุนภาคเอกชนลดลง 0.7% ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 1.8% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.0 – 1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.5% ของจีดีพี
โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
- การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนภาครัฐ สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี
งบประมาณ 2568 - การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชน ท่ามกลางอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สำหรับข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
- ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง
- การชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก
- ผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568
- ความเสี่ยงจากความผันผวนในภาคเกษตรทั้งผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ๆ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียน ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามภาคการส่งออกสินค้าและการอุบโภคบริโภคภายในประเทศที่ทศที่ขยายตัวได้ดี โดยเศรษฐกิจอันโดนีเซีย ขยายตัว 4.9% เทียบไตรมาสก่อนที่ 5% มาเลเซีย 4.4% เทียบไตรมาสก่อนที่ 4.9% ฟิลิปปินส์ 5.4% เทียบไตรมาสก่อนที่ 5% และเวียดนาม 6.9% เทียบไตรมาสก่อนที่ 7.6%

โดย สศช.ได้แนะนำการบริหารเศรษฐกิจของภาครัฐ 6 ข้อได้แก่
1.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น เพื่อรักษาการเบิกจ่ายของภาครัฐให้ช่วยเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพทางการคลัง และสร้างเสถียรภาพ
2.การดำเนินการเพื่อรองรับการยกระดับมาตรการการกีดกันทางการค้าของประเทศ โดยเร่งการเจรจากับสหรัฐฯ ตามที่รัฐบาลได้เตรียการไว้ในหลายด้าน รวมทั้งเร่งรัดการส่งออกสินค้าและขยายตลาดใหม่ๆ และส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
3.การปกป้องภาคการผลิตจากการทุ่มตลาดและการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม ใช้กฎหมายในการดำเนินการอย่างเคร่งครัด ตรวจเฝ้าระวังเรื่องของการทุ่มตลาด
4.การให้ความช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ช่วยเหลือสภาพคล่องเพื่อไม่ให้มีการปลดคนงานออกจากการทำงาน ฃ
5.การดูแลภาคเกษตร และรายได้เกษตรกร โดยเตรียมรองรับผลผลิตสินค้าเกษตร และลงทุนแหล่งน้ำขนาดเล็ก
6.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวขยายตัวได้ต่อเนื่อง