เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อไทยระส่ำ หวั่นเปิดนำเข้า 0% เจ็บหนัก
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
7 สิงหาคม 2568

วันนี้ (7 ส.ค. 68) นายสุรชัย เปี่ยมคล้า เลขานุการสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้เข้ามาร้องเรีย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ถึงผลกระทบภาษีตอบโต้สหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) ที่ไทยถูกจัดเก็บ 19% ซึ่งกระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงเนื้อและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องราว 450,000-500,000 ล้านบาท แบ่งเป็น มูลค่าเนื้อโค 300,000 ล้านบาท จากจำนวนวัวทั้งหมด 10 ล้านตัว และธุรกิจต่อเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ ถั่วเหลือง
“สินค้าโคเนื้ออยู่ในกรอบการเจรจาภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ซึ่งจากเดิมไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10% อยู฿แล้ว แต่หลังจากภาษีตอบโต้สหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ จะทำให้ภาษีนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ ในอัตรา 0% จะส่งผลกระทบต่อราคาเนื้อในประเทศและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเราประสบกับปัญหาเนื้อราคาตกต่ำต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว ยังไม่มีทิศทางที่ดีขึ้น แม้รัฐบาลพยายามส่งเสริมการส่งออก”
ทั้งนี้หากมีการนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ เพิ่มจากสัดส่วนเดิมที่ไทยเคยเปิดให้นำเข้านราว 2 แสนกิโลกรัม หากประกาศนำเข้า 0% จะยิ่งทำให้มีเนื้อโคทะลักเข้าไทย เพราะถ้าใช้เงินไขเดียวกับเขตการค้าเสรี (FTA) ก็จะยิ่งกระทบหนักเนื่องจากไม่มีข้อจำกัดในการนำเข้าเนื้อโค คล้ายกับประเทศออสเตเลียที่นำเข้าเนื้อโคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีการจำกัดโคต้าการนำเข้า และไม่มีมาตรการภาษี ยิ่งทำทำให้มีสินค้าขายจนล้นตลาดกระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในประเทศ
ขณะเดียวกันเกษตรกรยังมีความกังวลเรื่องของการแก้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 กำหนดมาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ซึ่งรวมถึงสารเร่งเนื้อแดง โดยห้ามมีการปนเปื้อนในอาหารทุกชนิด และประกาศของทรวงสาธารณสุขและประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องของสารเร่งเนื้อแดง เมื่อไทยปลดล็อกกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็จะหยุดการซื้อทำให้ไทยไม่สามารถส่งออกทั้งโคเนื้อที่มีชีวิตและเนื้อโคไปต่างประเทศได้ ทำให้โคเนื้อหมดอนาคตได้ ซึ่งยังไม่รวมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น วัสดุหยาบทางการเกษตรที่เป็นอาหารของโคเนื้อ กากปาล์ม รำข้าว ปลายข้าว และยาเวชภัณฑ์ ต่าง ๆ ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ขณะเดียวกันวัวยังช่วยลดการเกิดฝุ่น PM2.5 ได้ด้วย
นายสุรชัย กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้ออยู่จำนวน 1.4 ล้านครัวเรือน หรือจำนวน 2.8 ล้านราย โดยมีสัดส่วนการส่งออกต่อปี จำนวน 2 แสนตัว คิดเป็น 20% จากที่ผลิตและขายในประเทศ รวมมูลค่า 6,000 ล้านบาท (ทั้งโคเนื้อที่มีชีวิตและเป็นเนื้อ) ซึ่งส่งออกไปประเทศมาเลเซียและเวียดนามมากสุด
“ปัจจุบันราคาต้นทุนการผลิตโคเนื้ออยู่ที่ 83 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายอยู่ที่ราว 60 บาท สะท้อนว่าเกษตรกรยังขาดทุนอยู่ เมื่อขาดทุนอยู่เรื่อย ๆ อาชีพเลี้ยงโคเนื้อก็จะหายไป กระทบต่อเนื่องไปถึงธุรกิจทีเกี่ยวข้อง เช่น เกษตรที่โคเนื้อเคยกินฟางข้าว กากปาล์ม กากถั่วเหลือง มูลค่าพวกนี้ก็จะหายไป” นายสุรชัย กล่าว