“เอกนิติ” ชูไทยคว้า “โอกาส” ภายใต้ระเบียบโลกใหม่ เตรียมคนสู่โลก AI เล็ง Low Carbon City เข้าครม.
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
28 พฤศจิกายน 2568

วันนี้ (28 พ.ย. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวตอนหนึ่งในงาน Spotlight Day 2025 “New World Order เศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่” ในหัวข้อ Thailand’s Moment: Igniting Economic Revival ว่า ภายใต้นโยบายควิกบิ๊กวินได้วางกรอบการทำงานภายใต้ระยะเวลาที่มีจำกัดและงบประมาณที่มีจำกัดท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าจะรุนแรง เพื่อบริหารกับระเบียบโลกใหม่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ด้านการค้า การแข่งขันรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งปัจจุบันใช้ “ภาษี” เป็นเครื่องมือในการกีดกันการค้า แทนการใช้ค่าเงิน 2.ด้านเทคโนโลยี โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกของ AI และโลกที่ต้องการ Data Center ซึ่งประเทศไทยมีรากฐานแต่ยังต้องการการลงทุนเพิ่ม 3.ด้านสภาพภูมิอากาศ มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการลดปัญหาโลกร้อนและเตรียมความพร้อมสำหรับกติกาโลก เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป ที่จะมีการเก็บภาษีคาร์บอนที่ชายแดนสำหรับสินค้า 5 ชนิดในอนาคตอันใกล้
ทั้งนี้ไทยยังมีโอกาส โดยพิจารณาจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (Application) ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เติบโตสูงถึง 90% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยังให้ความสนใจคือสาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) อุตสาหกรรมอาหาร (Food Processing) สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Printed Circuit Board (PCB) นอกจากนั้นยังมีการอัปเกรดฐานการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า (EV) และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ได้เข้าไปดูในเรื่องของปัญหาคือโครงการจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมแล้ว และ พร้อมจะลงทุนจริง ซึ่งมีกว่า 80 โครงการ ที่มีมูลค่าประมาณ 480,000 ล้านบาท กลับติดปัญหาไม่สามารถลงมือได้จริง เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า การขออนุญาต และที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลจึงได้ผลักดันโครงการ “Thailand Fast Pass” ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) และ ครม. แล้ว เพื่อปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้ให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง
“การปลดล็อกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณใหม่สักบาท สำหรับการแก้ไขระยะยาว จะมีการนำปัญหาจริงที่พบจากโครงการขนาดใหญ่ 80 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิน 1 พันล้านบาท ส่งต่อให้ชุดทำงานเรื่องการปรับปรุงข้อกฎหมาย “กิโยติน” ของรัฐบาลเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและวางระบบอนุญาตโดยใช้ดิจิทัล”
นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องการเร่งรัดเรื่องของการวางโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน โดยเน้นในเรื่องของพลังงานสะอาดสำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่มีการสร้าง Data Center จำนวนมาก รัฐบาลจึงพยายามผลักดันเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างภาคเอกชน (Direct PPA) เพื่อให้เอกชนสามารถลงทุนและขายไฟสะอาดได้เอง โดยต้องมีการปลดล็อกระเบียบกับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
ขณะเดียวกันไทยถือว่ามีจุดแข็งด้านพื้นที่และอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก โดยรัฐบาลสามารถนำที่ราชพัสดุกว่า 10 ล้านไร่ มาใช้ทำโซลาร์ฟาร์ม หรือโซลาร์ลอยน้ำ โดยคิดค่าเช่าที่ถูก เพื่อสร้างฐานการผลิตพลังงานสะอาดได้
สำหรับการรับมือระเบียบโลกด้านสภาพภูมิอากาศ คือมาตรการกลไกการปรับขอบเขตคาร์บอน (CBAM) ที่ยุโรปจะนำมาใช้ในไม่ช้าโดยจะเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้า 5 ชนิดที่รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนโครงการ Low Carbon City ร่วมกับ World Bank เพื่อสร้างต้นแบบในการลดคาร์บอน และมีการขยายผลจาก สระบุรีโมเดล ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างเอกชน รัฐบาล และท้องถิ่น
นอกจากรัฐบาลยังสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biofuel) และเอทานอลจากภาคเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบสนองความต้องการในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ผลประโยชน์ตกถึงเกษตรกร นอกจากนั้นรัฐบาลยังสนับสนุน เรื่องของการลงทุนเรื่องทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะเรื่องการรีสกิล และอัพสกิล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลก AI แม้ว่าคนไทยจะเก่งในการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ยังขาดความรู้ในการใช้ดิจิทัลและ AI เพื่อการประกอบอาชีพ
โดยปัจจุบันมีร้านค้าที่สมัครเรียนแล้วกว่า 78,000 ร้านค้า ซึ่งรัฐบาลได้ออกแบบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดย “Plus” นี้มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ระยะยาว เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมเรื่อง AI, การทำบัญชีครัวเรือนอย่างง่าย และการขายของออนไลน์ โดยมีการจับมือกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery) และธนาคารที่เข้าร่วมโครงการโดยโครงการนี้ยังมีการเชื่อมโยงกับการขอสินเชื่อจากธนาคารออมสินที่ได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ในวงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย เพื่อลดการกู้หนี้นอกระบบ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้เงินจาก กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ BOI กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อเน้นเรื่อง Reskill/Upskill ในรูปแบบที่ตรงกับหลักสูตรตามความต้องการของตลาด) ในด้าน Data Center, Cloud, และแอปพลิเคชันต่างๆ