วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงกรณีกระแสสังคมตั้งข้อสงสัยเรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน” และการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันว่า กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าตรวจสอบถึงต้นตอของผู้กระทำผิด และจะดำเนินการ “สุดซอย” เช่นเดิม โดยย้ำว่า กรณี “ใบกำกับขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ครบถ้วน” เป็นเพียง “จิ๊กซอว์ชิ้นแรก” ของการรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบภาพใหญ่ ว่าใครเป็นผู้กักตุนและมีพฤติกรรมเป็น “ไอ้โม่ง” ที่แท้จริง ก่อนส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีตามกฎหมาย
กระทรวงพลังงานมีอำนาจหน้าที่ดูแลข้อมูลด้านพลังงาน เช่น ข้อมูลปริมาณสำรองน้ำมัน ใบอนุญาต และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
เมื่อพบข้อมูลอันเป็นเท็จหรือเอกสารบกพร่อง ก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอแล้ว จากนั้นดีเอสไอจะรับช่วงรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบเส้นทาง GPS รถขนน้ำมัน ศรชลและกองทัพเรือ ตรวจสอบพิกัดเรือ รวมถึงข้อมูลเส้นทางการเงินจากกระทรวงการคลัง เพื่อนำหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกัน และพิสูจน์ต่อศาลว่า มีเจตนากักตุนและบิดเบือนกลไกตลาดหรือไม่
นายพงศ์พล ยืนยันว่า ผู้เสียหายในคดีนี้คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งต้องสูญเสียงบประมาณไปหลักหมื่นล้านบาท กระทรวงพลังงานจึงต้องติดตามทวงคืนทุกบาททุกสตางค์ ทุกหยดน้ำมัน พร้อมผลักดันให้มีบทลงโทษทางอาญา
“แม้กรณีใบกำกับขนส่งน้ำมันไม่ครบถ้วน จะถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องเอกสารหรือธุรการ แต่ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 50 มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และหากพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาระบุข้อมูลไม่ครบเพื่อปกปิดเส้นทางน้ำมันหรือบิดเบือนตลาด จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีด้วย”
ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอแล้ว 166 เคส และเมื่อส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการของดีเอสไอแล้ว จะไม่มีการเปรียบเทียบปรับอีกต่อไป
นายพงศ์พล กล่าวว่า การตรวจสอบและจับ “ไอ้โม่งน้ำมัน” อาจต้องใช้เวลา เพราะต้องการให้การดำเนินคดีมีความรอบคอบและมีพยานหลักฐานแน่นหนา ไม่ต้องการทำตามกระแสสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบและสามารถเอาผิดได้จริงในชั้นศาล
