วันนี้ (16 ก.ย.68) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่อาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะเงื่อนไขต้องยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน อาจต้องพิจารณาในการดำเนินนโยบายอย่างไรนั้น
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการคลังไม่ว่าจะในระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว ต้องสอดคล้องกับเสถียรภาพการคลังในระยะปานกลางและยาว เพื่อรักษาฐานะทางการคลังด้วย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีอายุการรักษารัฐบาลได้อยู่ที่ 4 เดือน อาจต้องทำนโยบายระยะสั้น แต่หากมองไปข้างหน้ามีการเลือกตั้งครั้งใหม่ รัฐบาลขณะนี้อาจมีมุมมองเพิ่มขึ้นต่อการทำนโยบายระยะยาวด้วย เพื่อรักษาคะแนนเสียงในระยะยาว
“การทำนโยบายก็มีระยะสั้น และควรทำนโยบายระยะยาวด้วย มองว่าเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น มองว่าต้องมีเรื่องระยะยาวให้คนรู้ว่ารัฐบาลใส่ใจเรื่องระยะยาวด้วย”
นอกจากนี้ นโยบายคนละครึ่งที่อาจจะมีการดำเนินการต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การทำมาตรการอะไร อยากให้สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนของการคลังในระยะปานกลาง อีกทั้งการทำมาตรการขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบที่จะดำเนินการ ถ้าทำในรูปแบบที่ใหญ่ ใช้เงินเยอะ รัฐบาลก็ต้องมีวิธีให้ตลาด สาธารณชน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเครดิตประเทศ และทำให้เห็นว่าภาพการคลังระยะปานกลางของไทยยังดีอยู่ต่อเนื่อง
เช่น แผนนโยบายที่จะดำเนินการตอนนี้ รัฐบาลต้องมีแผนที่บอกว่าการหารายได้จะมาจากแหล่งใด เช่น การจัดเก็บภาษี (VAT) มากขึ้น กังวลว่าหากมีการทำนโยบายต่อเนื่องมีโอกาสกระทบต่อเสถียรภาพการคลังสูง
เพราะที่ผ่านมา มีการทำมาตรการช่วงวิกฤตมีความเสี่ยงว่าวิกฤตจบแล้ว แต่ยังมีมาตรการอยู่ เช่น ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง มีมาตรการที่ทำคือการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ชั่วคราวจาก 10% เหลือ 7% ทำเพียง 2 ปี แต่ขณะนี้ปี 2568 ยังมีการลด VAT จนถึงปี 2569
“ข้อเสียการทำนโยบาย ทำให้คนเคยชินกับการได้มาตรการเหล่านี้ได้ และต้องมีการทำต่อเนื่อง“
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า กังวลต่อเสถียรภาพการคลังในยะยะยาว อาจเสี่ยงกระทบต่อเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating) รวมถึงความน่าเชื่อถือ
ที่ผ่านมา รายได้รัฐบาลโตไม่ทันรายจ่ายที่เร่งขึ้น หากดูข้อมูลจากปีงบประมาณ 2562-2567 รายได้รัฐบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7% โดยปีงบประมาณ 2567 เก็บรายได้อยู่ 2.79 ล้านล้านบาท ขณะที่รายจ่ายรัฐบาล เฉลี่ย 4% ต่อปี โดยปีงบประมาณ 2567 รายจ่ายอยู่ที่ 3.39 ล้านล้านบาท
ซึ่งสิ่งที่เป็นห่วงคือเสถียรภาพการคลังระยะยาว เร่งฟื้นฟูฐานะการคลัง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลเสีย (Downside risk) หลังจาก Moody’s หรือบริษัทชั้นนำของโลกด้านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเครดิต (Credit Rating) สะท้อนความเห็นว่า “ความแข็งแกร่งทางการคลังของประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะอ่อนแอลง ท่ามกลางความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของประเทศ”
นอกจากนี้ Fitch Ratings ยังระบุอีกว่า “ภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น อาจจำกัดขีดความสามารถทางการคลังของรัฐบาลในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในอนาคต”
ทั้งนี้ แนะนำทางออกเพื่อสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น 3 ภาคส่วน โดยเอกชน เป็นคนไกลหลักในการสร้างพลวัตรใหม่ พอรู้ปัญหาและสิ่งที่ต้องการ /รายใหญ่ควรมีบทบาทสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และรายย่อยในการปรับตัวมากขึ้น
ภาครัฐบาล เน้นสร้างแรงจูงใจให้เอกชนปรับตัวและเพื่อผลิตภาพระยะยาว / ลดอุปสรรคในการทำงานดำเนินธุรกิจ / เสถียรภาพการคลัง
ภาคการเงิน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มรายย่อย เพื่อช่วยในการปรับตัว เช่น สนับสนุนกลไกค้ำประกันเครดิตให้ยืดหยุ่นขึ้น /ผลักดันกลไกกำหนดดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (risk based pricing) และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินโดยยกระดับมาตรการจัดการภัยการเงินควบคู่กับสนับสนุนนวัตกรรมที่รับผิดชอบ
