วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ศ.2569 เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานโลกที่กระทบค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ พร้อมวางรากฐานพลังงานสะอาดในระยะยาว
สาระสำคัญของกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินทั้งในและต่างประเทศ วงเงินรวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยต้องดำเนินการกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
สำหรับกรอบการใช้เงิน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1. แผนบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
2. แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยครอบคลุมการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน การลดก๊าซเรือนกระจก การสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการติดตั้งสถานีชาร์จ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและนวัตกรรมรองรับเศรษฐกิจใหม่
รัฐบาลระบุว่า การออกพระราชกำหนดฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ดูแลค่าครองชีพประชาชน และเตรียมประเทศเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง กำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส และต้องรายงานผลการกู้เงินต่อรัฐสภาภายใน 60 วันหลังสิ้นปีงบประมาณ
โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพร
