“แบงก์” ระวังปล่อยกู้ “ธปท.” ชี้เหตุเศรษฐกิจแผ่ว สินเชื่อหดตัว 5 ไตรมาส

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

19 พฤศจิกายน 2568

“แบงก์” ระวังปล่อยกู้ “ธปท.” ชี้เหตุเศรษฐกิจแผ่ว สินเชื่อหดตัว 5 ไตรมาส

วันนี้ (18 พ.ย.68) นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผิดเผยถึงผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3/2568 ภาพรวมกำไรสุทธิอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท ลดลง -6.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และลดลงหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 78,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ทั้งด้านสินเชื่อที่หดตัว และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงช่วงที่ผ่านมา ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

นายสมชายกล่าวว่า ด้านสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 3 ปี 2568 โดยรวมยังหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ -1.0% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวเล็กน้อย

“สินเชื่อหดตัว 5 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งการติดลบไม่ได้ลงลึก แต่จะลากยาวและต่อเนื่อง หากเทียบกับวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ ที่สินเชื่อติดลบลึก 3% หดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน และมีการฟื้นตัวกลับมาเร็วในช่วง 2 ไตรมาส“

นอกจากนี้ ภาพรวมสินเชื่อยังตอบได้ไม่ชัด เนื่องจากมีปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจเป็นสำคัญ บวกกับช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลทำมาตรการหลายอย่าง ที่เด่นชัดคือมาตรการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนเป็นวงกว้าง ดังนั้น จึงบอกได้ว่าสินเชื่อจะหดตัวหรือไม่ เพราะ ธปท. ต้องมีการประเมินอีกว่าการส่งผ่านของนโยบายรัฐบาลจะช่วยให้เศรษฐกิจใครฟื้นขึ้นได้ดีและทั่วถึงแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ใน 4 ครั้งที่ผ่านมา เป็นประโยชน์ด้านต้นทุนทางการเงิน ซึ่งการส่งผ่านนโยบายการเงินของสถาบันการเงินมีการส่งผ่านเกินครึ่ง โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งถือว่าเป็นการส่งผ่านที่ดี

นายสมชายกล่าวว่า ภาพรวมหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ในภาพรวมค่อนข้างทรงตัว จากหนี้เสียใหม่ที่ชะลอลงเป็นสำคัญ ส่งผลให้ยอดหนี้คงค้างปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.44 แสนล้านบาท ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.94% จาก 2.89% ส่วนหนึ่งจากผลของฐานสินเชื่อที่หดตัว สำหรับสินเชื่อ Stage 2 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.24%

สำหรับสินเชื่อธุรกิจ 2.78% จาก 2.71% แบ่งเป็นหนี้เสียธุรกิจขนาดใหญ่ลดลง 1.34% จาก 1.35% เป็นผลจากธุรกิจบางรายกลับมาชำระคืนนี้ได้ขณะที่เสียของผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงที่ 9.13% จาก 8.92%

ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค 3.28% จาก 3.29% โดยแยกขอสินเชื่อ สินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 3.83% จาก 3.86% สินเชื่อเช่าซื้ออยู่ที่ 2.17% จาก 2.22% สินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 3.07% จาก 3.01% และสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 3.11% จาก 3.10%

นายสมชายกล่าวว่า ด้านหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ปรับลดลงจากสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ชะลอตัวลงเป็นสำคัญ โดยสถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเลือกปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกหนี้ที่มีศักยภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันในกลุ่มครัวเรือนระมัดระวังการก่อหนี้ในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง

ทำให้ไตรมาส 2/2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 86.8% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 87.1% หากแยกตามประเภทสินเชื่อพบหนี้สินอสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ 35% หนี้ส่วนบุคคล 26% หนี้เพื่อประกอบอาชีพ 18% หนี้รถยนต์ 9% หนี้บัตรเครดิต 3% และอื่นๆ 9%

ด้านหนี้ภาคธุรกิจอยู่ที่ 81.3% ลดลงจาก 81.6% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลตามการก่อหนี้ที่ลดลงเป็นสำคัญ โดยความสามารถในการทำกำไรลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนเกือบทุกประเภทธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัย

ที่ผ่านมา สถาบันการเงินในการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง สำหรับลูกหนี้ได้ปรับโครงสร้างหนี้สะสมผลระบบสถาบันการเงินในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 จำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 3.53 ล้านบัญชี และมียอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลืออยู่ที่ 2.06 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริหารจัดการคุณภาพหนี้  สำหรับผลการดำเนินงานปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ตามการหดตัวของสินเชื่อ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ทั้งจากการปรับลดโดยธนาคารและตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ และรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ทั้งนี้ ความช่วยเหลือภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง