นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยหลังร่วมเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ที่จัดโดยรัฐบาล โดยมีผู้บริหารระดับสูงหรือซีดอีโอ 38 คน เข้าร่วม ว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจะยังอยู่ในระดับสูง แต่มองว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ใน “จุดเปลี่ยนสำคัญ”

สทท. ได้เสนอภารกิจเร่งด่วน ต่อนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำให้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และมุ่งกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High Value Travelers) เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ต่อหัว มากกว่าการแข่งขันเชิงปริมาณ
ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ วิกฤตต้นทุนการเดินทางจากราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นตามค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Surcharge) ที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 50-140% ประกอบกับการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม แม้จะมีปัจจัยบวกจากกระแส Concert-Driven Tourism และการเติบโตของตลาดจีนในช่วงวันหยุดยาวก็ตาม
สำหรับกลยุทธ์ระยะยาว สทท. เสนอให้รัฐบาลวางรากฐานยุทธศาสตร์ 4 ปี เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจาก “Tourism Destination” สู่การเป็น “Tourism Economy” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่เชื่อมโยงกับ Soft Power และอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีข้อเสนอสำคัญคือ การจัดตั้งวอร์รูม (War Room) ด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานแบบ Single Command ซึ่งจะช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็วในภาวะวิกฤติ
นายชัย ยังด้วยว่า ถึงสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งยุติคือการยุติระบบราชการที่ล่าช้าและมีขั้นตอนซับซ้อน ยุตินโยบายแข่งขันด้านราคาถูก และปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน อาทิ กฎระเบียบเมืองท่องเที่ยวที่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจกลางคืน (Night Economy)
“สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุด คือ ความชัดเจน ความรวดเร็ว และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่น เปิดประเทศเชิงคุณภาพ และกล้าปฏิรูประบบที่เป็นอุปสรรค ประเทศไทยจะไม่เพียงฟื้นตัว แต่จะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวภูมิภาค (Tourism Hub) ของเอเชียได้อย่างแท้จริง” นายชัย กล่าว
นายชัย กล่าวเสริมว่า จากรายงานประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวประจำเดือนพ.ค. 2569 พบสัญญาณการชะลอตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2 ล้านคน ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีจำนวนที่นั่งโดยสารบนเครื่องบินลดลง 2% ขณะที่ตลาดในประเทศคาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือน 16.59 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% สร้างรายได้ 89,989 ล้านบาท หรือหดตัวลงถึง 12% ซึ่งสะท้อนถึงภาวการณ์ใช้จ่ายที่รัดกุมขึ้นของคนไทย
