วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานแก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยย้ำให้เร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในทุกภูมิภาค
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตประชาชน จึงสั่งการให้กรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด เร่งพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายสำคัญคือ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพิ่มความสะดวก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้บริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การเปลี่ยนไฟถนนเป็นระบบ LED และติดตั้งโซลาร์ฟาร์มริมทาง รวมถึงเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
สำหรับโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างผลักดัน ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมจังหวัดสงขลา-พัทลุง และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งขณะนี้ได้ผู้รับจ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้ เนื่องจากต้องรอกระทรวงการคลังเสนอเรื่องเงินกู้จากธนาคารโลกเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เบื้องต้นได้รับแจ้งจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า จะเสนอ ครม. ภายในเดือนมิถุนายน 2569 หาก ครม. อนุมัติและมีการลงนามสัญญาเงินกู้แล้ว คาดว่า ทช. จะสามารถลงนามสัญญากับผู้รับจ้างได้ทันที และเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ โดยตั้งเป้าเปิดใช้งานในปี 2572
ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ปี 2569 ทช. พร้อมเดินหน้าโครงการสำคัญทั่วประเทศ เพื่อเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้สมบูรณ์และกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ “Thailand Riviera” จากสมุทรสงครามถึงนราธิวาส ซึ่งเฟส 3 ช่วงเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางกว่า 81 กิโลเมตร ได้เริ่มนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่แล้ว
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าผลักดันโครงการถนนเลียบแม่น้ำโขง “นาคาวิถี” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงกระจายงบประมาณลงพื้นที่ผ่านโครงการยกระดับมาตรฐานชั้นทาง ถนนสนับสนุนรถไฟทางคู่ และถนนเพื่อการท่องเที่ยว รวมกว่า 333 โครงการ ระยะทางรวม 813 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอีก 46 แห่งทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังเร่งแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่สำคัญ อาทิ ถนนสาย ง เมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนสาย จ เมืองกำแพงเพชร และทางลอดแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย
นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ทช. ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดภัยพิบัติ โดยได้ระดมเครื่องจักรและถุงยังชีพเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่อย่างเร่งด่วน พร้อมนำเทคโนโลยี “ศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุอัจฉริยะ” มาใช้ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ รวมถึงนำนวัตกรรมถนนจากขยะพลาสติกรีไซเคิลมาใช้เพื่อลดมลพิษและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน กรมทางหลวงชนบทดูแลโครงข่ายถนนกว่า 3,662 สายทาง ระยะทางรวมกว่า 51,295 กิโลเมตร และสะพานอีกกว่าหมื่นแห่ง โดยตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับสากลภายในปี 2570 เพื่อให้โครงข่ายทางหลวงชนบทเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง.
