ตลาดหุ้นไทยเนื้อหอม ต่างชาติดองเก็บสะสม ลุ้นนโยบายรัฐดันลงทุนโครงการยักษ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

21 ชั่วโมงก่อนหน้า

ตลาดหุ้นไทยเนื้อหอม ต่างชาติดองเก็บสะสม ลุ้นนโยบายรัฐดันลงทุนโครงการยักษ์

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากนี้ไป ต้องจับตาการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า จะบวกมากขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น โดยเดือนม.ค.-ก.พ. 2569 หุ้นปรับตัวขึ้น 20% แต่ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา หุ้นย่อลงมาบวกลดเหลือ 15% จากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และล่าสุด ณ วันที่ 10 เม.ย. หุ้นไทยสามารถปิดอยู่ระดับ 1,500 จุด มาอยู่ที่ 1,504.41 จุด หรือบวกเพิ่มขึ้น 19% เนื่องจากนักลงทุนรับข่าวการยุติยิงชั่วคราว

“ประเทศไทย มูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิคิดเป็นสัดส่วนถึง 6% ของรายได้ประชาชาติ และ 58% ของปริมาณที่นำเข้าทั้งหมดมาจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลาง ดังนั้น การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น ได้สะท้อนสถานการณ์วิกฤตพลังงานไปในระดับหนึ่งแล้ว”

นายศรพล กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นไทย ในเดือนมี.ค. 1,243 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ยังมียอดซื้อสุทธิสะสม อยู่ประมาณื 640 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท (1เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 32 บาท) ขณะที่ มาเลเซีย มีนักลงทุนต่างชาติซื้อสะสม 310 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 139 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอินเดีย 1,076 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ อินโดนีเซีย นักลงต่างชาติมีขายสะสมรวม 1,948 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เวียดนาม ขาย 1,108 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไต้หวัน 18,911 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากไทย ไม่มีฟองสบู่ทางด้าน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ ดันชีหุ้นไทยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล อยู่ที่ระดับ 4% ถือว่า สูงมาก ในเดือนเม.ย.นี้ เราจึงเห็นนักลงทุนชาติ ยังคงถือครองหุ้นไทยอยู่ที่ 37% ของยอดการลงทุน

นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ซึ่งมาพร้อมกับโครงการต่างๆ ที่ดึงดูดการลงทุน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ โครงการดึงดีสนีย์แลนด์ ที่จะลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นต้น ทำให้ประเทศไทยน่าสนใจมากขึ้นในสายตาต่างชาติ

“โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตในอนาคต ผมมองว่า มีมาก เพราะในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนรับทราบข่าวร้ายไปมากแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องพิจารณานโนยายของรัฐบาลที่จะออกมามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้มีโครงการ JUMP+ ที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้จากการที่ได้พูดคุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่จะเดินหน้าโครงการ TISA (Thai Individual Saving Account) เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนและประชาชน และจะมีโครงการถาวร ไม่ใช่มีอายุเหมือนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) อีกทั้งสามารถเลือกลงทุนได้ยืดหยุ่น ไม่ว่าจะลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือหุ้นรายตัว ที่ไม่ได้มีประโยชน์ที่จะลดหย่อนภาษี แต่สามารถเก็บออมในยามเกษียณได้