ช็อกสงกรานต์! สทท. รับน้ำมันแพง ทำประเมินสงกรานต์ปี 69 ยาก
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
3 เมษายน 2569

นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมของบรรยากาศหยุดยาวสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย. 2569 ถือเป็นปีแรกที่ประเมินแนวโน้มยากมาก เนื่องจากผลกระทบราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจนทำให้มีคนบางกลุ่มตัดสินใจไม่เดินทางกลับภูมิลำเนา หมายความว่าเม็ดเงินที่จะไปกระจายในต่างจังหวัดก็จะลดลง และแม้คนจะอยู่กรุงเทพฯ กันเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกเดินทางเที่ยวในช่วงสงกรานต์ เพราะข้าวของที่มีราคาแพงขึ้น จึงอาจตัดสินใจอยู่พักผ่อนที่บ้านเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าแทน
ทั้งนี้จากแผนการจัดงานสงกรานต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เตรียมจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 อย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ โดยมุ่งเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนนี้มองว่าน่าจะช่วยกระตุ้นให้คนอยากออกไปเที่ยวสงกรานต์กันมากขึ้น เพราะเป็นงานใหญ่ 1 ปีมีเพียง 1 ครั้ง และก็เป็นงานที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนี้ หากไม่จำเป็นคนส่วนใหญ่ก็คงเลือกไม่เดินทางระยะไกลมากนัก
“เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการเริ่มมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่น้ำมันแพงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะกลุ่มบริษัททัวร์ที่ได้รับผลกระทบจากลูกค้าคนไทยหายไปอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ตอนนี้มีพนักงานของบริษัทบางส่วนที่เริ่มบ่นถึงราคาข้าวของแพง น้ำมันก็แพง จึงตัดสินใจไม่กลับภูมิลำเนากันมากขึ้นแล้ว ทำให้เศรษฐกิจในต่างจังหวัดดูน่าเป็นกังวลมากขึ้น เพราะหากคนไม่กลับบ้าน จะไม่เกิดการใช้จ่ายอย่างที่ควร ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ” นายชัย กล่าว
นายชัย กล่าวว่า ประเมินภาพความพร้อมการจัดงานสงกรานต์ในจังหวัดต่างๆ เห็นต่างจังหวัดพยายามจัดงานตามปกติโดยเฉพาะจังหวัดหลักๆ ที่คนนิยมไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ ทั้งเชียงใหม่ ข่อนแก่น ชลบุรี ที่ประกาศจัดงานยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปีก่อนหน้า แต่เป็นห่วงว่า ภาวะที่น้ำมันแพง คนขับรถยนต์เที่ยวระยะไกลลดลงแน่นอน รวมถึงคนจะเดินทางด้วยเครืองบินเพื่อไปเที่ยวสงกรานต์โดยเฉพาะก็คงไม่มีด้วย เพราะตั๋วบินในประเทศช่วงหน้าเทศกาลปกติมีราคาแพงอยู่แล้ว มาเจอต้นทุนน้ำมันแพงอีก น่าจะกระทบกับราคามากกว่า
ส่วนรถยนต์เดินทางในระยะใกล้ๆ น่าจะยังมีเยอะอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือเติมน้ำมันเบนซินเป็นหลัก ส่วนรถยนต์ที่ใช้ดีเซลคงเลี่ยงผลกระทบผ่านการไม่ออกเดินทางดีกว่า ซึ่งการใช้รถไฟฟ้าก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องจุดเติมไฟฟ้าอยู่ เพราะแต่ละปั๊มอาจมีไม่เพียงพอ จึงต้องวางแผนการเดินทางให้ดี ภาวะตอนนี้พลังงานทางเลือกอย่างรถไฟฟ้าถือว่าได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ก็มีความน่ากังวลเช่นกัน
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวด้วยว่า เมื่อมีรัฐบาลเต็มอำนาจแล้ว อยากให้พิจารณาแคมเปญออกมาช่วยสนับสนุนการใช้จ่าย และการท่องเที่ยวอย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัส รวมถึงเที่ยวไทยคนละครึ่ง และเที่ยวผ่านทัวร์ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปยังผู้ประกอบการ ทั้งพนักงานขับรถ ไกด์นำเที่ยว ชุมชนต่างๆ ได้เม็ดเงินหมุนเวียนใช้จ่ายมากขึ้น เพราะหากเที่ยวผ่านทัวร์จะมีการกำหนดแพคเกจทัวร์ลงไปยังชุมชนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่อยู่แล้ว จึงอยากให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเหล่านี้ รวมถึงออกมาสร้างความเชื่อมั่นว่า น้ำมันมีเพียงพอใช้เดินทางแน่นอน และต้องไม่ปล่อยให้ราคาขึ้นไปมากไปกว่านี้ เนื่องจากราคาสินค้าปรับราคาขึ้นตามการผลิตแบบหลายชนิดมาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากจริงๆ
“ต้นทุนพลังงานแพงขึ้นจริง และสินค้าอื่นๆ ก็เริ่มปรับขึ้นตามมาแล้ว แม้เป็นอย่างนั้น การท่องเที่ยวก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เหมือนช่วงโควิด-19 ระบาด ไม่สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้ เราพยายามสนับสนุนให้มาเที่ยวกันเองในประเทศไทยเป็นหลัก เพื่อช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ หากปล่อยให้การท่องเที่ยวหยุดนิ่ง ทุกอย่างจะชะงักงันไปหมด แน่นอนว่าหากเกิดภาวะเช่นนั้นขึ้น ต้องเตรียมตัวเจอวิกฤตอย่างแท้จริงที่ได้เกิดขึ้นแล้ว” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งไทย กล่าว