วันนี้ (6 พ.ค.69) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เรื่อง “พฤติกรรมการใช้จ่ายและผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,250 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 เม.ย.-2 พ.ค. 69 พบว่า ค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้มีมูลค่าเงินสะพัดรวม 66,372.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน ถือเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยว่า ค่าใช้จ่ายและหนี้สินด้านการศึกษาของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาลดลงจาก 1.8% ในปี 2564 เหลือเพียง 1.3% ในปี 2568
เช่นเดียวกับหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนในภาคการศึกษาที่ลดลงจาก 3,717 บาท เหลือ 2,374 บาทในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ตัวเลขที่ลดลงนี้กลับสวนทางกับคุณภาพและสุขภาวะของเด็กไทยที่ดูจะวิกฤตขึ้น
“สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายลดลง ไม่ได้เกิดจากภาระที่ลดลงโดยตรง หากแต่มาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอัตราการเกิดที่ลดลง รวมถึงการที่ภาครัฐมีการเพิ่มเงินอุดหนุนด้านการศึกษา”

ช่องว่างที่เงินอุดหนุนยังเติมไม่เต็ม
แม้ภาครัฐจะพยายามลดภาระผู้ปกครองผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดที่ ปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนในปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ทั้งในส่วนค่าจัดการเรียนการสอน ค่าอุปกรณ์ และชุดนักเรียน แต่ในความเป็นจริง “นโยบายเรียนฟรี 15 ปี” จะถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระผู้ปกครอง แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน หรือค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ
ช่องว่างระหว่าง “เงินที่รัฐสนับสนุน” กับ “ค่าใช้จ่ายจริง” จึงยังคงอยู่ และช่องว่างนี้เองที่ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากต้องควักเงินจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมาชดเชย ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมของครัวเรือนอ่อนแรงลง และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่านักเรียนในครัวเรือนยากจนยังมี ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องแบกรับสูงถึง 9,420 บาทต่อปี โดยภาระหนักที่สุดคือค่าเล่าเรียนส่วนเกิน 2,708 บาท คิดเป็น 28.74% และค่าเดินทาง 2,682 บาท คิดเป็น 28.47% ตามมาด้วยค่าอาหารเช้า 2,574 บาท คิดเป็น 27.33% ค่าเครื่องแบบ 973 บาท คิดเป็น 10.33% และค่าหนังสือ/อุปกรณ์การเรียน 483 บาท คิดเป็น 5.13% ซึ่งสะท้อนว่าช่องว่างระหว่างเงินสนับสนุนจากรัฐและรายจ่ายจริงยังคงดำรงอยู่และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม

คุณภาพการศึกษาที่ถดถอยและโจทย์ยากของ PISA
เมื่อพิจารณาในเชิงคุณภาพ ผลลัพธ์กลับน่ากังวลอย่างยิ่ง ศูนย์ดำเนินการ PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คะแนน PISA ของเด็กไทยมีแนวโน้มถดถอยอย่างต่อเนื่องในรอบ 10 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่ม OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ในทุกทักษะ) ในปีล่าสุด (2565) แนวโน้มที่ถดถอยต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียว
- คะแนนด้านคณิตศาสตร์ ไทย อยู่ที่ 394 คะแนน น้อยกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม บรูไน
- คะแนนวิทยาศาสตร์ ไทย อยู่ที่ 409 คะแนน น้อยกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม บรูไน
- การอ่าน ไทย มีเพียง 379 คะแนน น้อยกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม บรูไน
การยกระดับการศึกษาไทยจึงจำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขงบประมาณ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพครูให้สามารถปรับวิธีการสอนให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน การเพิ่มทรัพยากรทางการศึกษาอย่างทั่วถึง รวมถึงการสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้และปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน
ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้สะท้อนว่า การทุ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาประกอบด้วย 4 ด้านหลัก คือ
- ทรัพยากรบุคคล: การพัฒนาครูให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) ที่ใส่ใจเด็กรายบุคคล
- ทรัพยากรการเรียน: การจัดสรรงบประมาณและเครื่องมือ ICT อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
- เวลาเรียน: การปรับสัดส่วนเวลาเรียนวิชาหลักให้เหมาะสม โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ที่ไทยยังใช้เวลาน้อยกว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จ
- บรรยากาศในโรงเรียน: การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีระเบียบวินัย

วิกฤตเงียบ สุขภาพจิตและการกลั่นแกล้งในโรงเรียน
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ “สุขภาวะทางอารมณ์” ของเยาวชนไทย จากการสำรวจในปี 2568 พบว่ามีเด็กเพียง 45% เท่านั้นที่มีสภาพจิตใจปกติ ในขณะที่ 68% รู้สึกหมดไฟในระบบการศึกษา และ 52% รู้สึกโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง สาเหตุหลักมาจากความกดดันด้านการศึกษา การแข่งขันที่สูง และช่องว่างความเข้าใจภายในครอบครัว
นอกจากนี้ การกลั่นแกล้ง (Bullying) ยังเป็น “วิกฤตเงียบ” ที่รุนแรง โดยเด็กและเยาวชนไทยถึง 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโรงเรียน (83.35%) และผู้กระทำคือเพื่อน (73.53%) ผลกระทบทางจิตใจนี้นำไปสู่ความโกรธแค้น ความอับอาย และที่น่ากังวลที่สุดคือ มากกว่า 1 ใน 4 (29.03%) มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กในรั้วโรงเรียน แต่เป็นวิกฤตด้านสุขภาพจิตที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า “ค่าใช้จ่ายที่ลดลง” ในเชิงสถิติ อาจไม่ได้หมายถึง “ภาระที่ลดลง” ในชีวิตจริงของผู้คน การศึกษาไทยในวันนี้จึงไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายด้านงบประมาณ แต่ยังรวมถึงคุณภาพ ความเท่าเทียม และสุขภาวะของผู้เรียน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ ผู้ปกครองต้องการให้ลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายการศึกษาเพิ่มเติมมากที่สุด 36.9% รองลงมาคือสนับสนุนเงินอุดหนุนโดยตรง 34.5% อุดหนุนค่าเดินทางนักเรียน 21.9% และควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวกับการเรียน 6.7% สะท้อนว่า “ค่าเรียน-ค่าของ-ค่าน้ำมัน” ยังเป็นแรงกดดันหลักของครัวเรือนไทยในช่วงเปิดเทอมปี 2569
