รับเทรนด์โลกเปลี่ยน KKP รุกปล่อย 2 สินเชื่อ “รถอีวี-บ้านมือ 2” บูม

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

18 กุมภาพันธ์ 2569

รับเทรนด์โลกเปลี่ยน KKP รุกปล่อย 2 สินเชื่อ “รถอีวี-บ้านมือ 2” บูม

วันนี้ (18 ก.พ.69) นายกัมพล จันทวิบูลย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ประเมินธุรกิจสถาบันการเงิน โดยธนาคารจะมุ่งที่การปล่อยสินเชื่อ 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มสินเชื่อรถไฟฟ้า (อีวี) และกลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากทิศทางที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง

สะท้อนจากสภาวะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเผชิญกับความผันผวนจากสงครามราคาและการแข่งขันที่ดุเดือด KKP เน้นปล่อยสินเชื่อรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มากขึ้น

ที่ผ่านมา KKP ปล่อยสินเชื่อรถอีวีไปบ้างแล้ว แต่การพิจารณาจะเลือกถึงแบรนด์รถยนต์ และรุ่นรถที่มีในตลาด เนื่องจากต้องการความมั่นใจว่ารุ่นรถเหล่านี้จะไม่มีการลดราคาลงอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อลูกค้าและการปล่อยสินเชื่อ

ทั้งนี้ ในการดำเนินการต่อนั้น ปัจจัยสำคัญที่ธนาคารนำมาพิจารณาคือ “ความเสถียรของราคา” โดยจะเลือกสนับสนุนสินเชื่อให้กับแบรนด์และรุ่นรถที่ไม่มีนโยบายลดราคาอย่างรุนแรงในภายหลัง เนื่องจากความผันผวนของราคารถใหม่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ มูลค่าขายต่อ (Resale Value) ในตลาดมือสอง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหลักของธุรกิจลีสซิ่ง

นอกจากนี้ จะคัดเกรดลูกค้าพรีเมียม เลี่ยงผลกระทบ “ราคาดัมพ์” KKP เปิดเผยหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ EV โดยระบุว่าจะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระดับราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป เป็นหลัก เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองกลุ่มลูกค้า (Segmentation) ที่มีความมั่งคั่งและฐานะการเงินที่มั่นคง สอดคล้องกับภาพรวมธุรกิจของกลุ่มที่เน้นบริการ Wealth Management

นอกจากนี้ มั่นใจว่าสินเชื่อรถใหม่จะขยายตัว เนื่องจากตลาดรถไฟฟ้าในด้านราคาเริ่มเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่อัตราการเข้าถึงตลาด (Adoption Rate) ข้อมูลจากการใช้รถไฟฟ้าต่างประเทศเริ่มเข้าสู่จุดสมดุลอยู่ที่ประมาณ 25-30% ของยอดขายรถไฟฟ้าใหม่ ซึ่งเป็นระดับที่ราคากลางจะเริ่มนิ่งและสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้แม่นยำขึ้น

“การปล่อยสินเชื่อรถไฟฟ้าจะปล่อยให้กับคนที่ต้องการจริงๆ และต้องการนำไปใช้ ไม่ได้ซื้อไปแล้วราคาลงแล้วปล่อยทิ้ง จึงต้องพิจารณากลุ่มลูกค้าเป็นหลักด้วย”

ทั้งนี้ สำหรับพอร์ตสินเชื่อยานพาหนะ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท สัดส่วนที่เป็นรถอีวียังมีน้อยที่ 30% เมื่อเทียบกับสัดส่วนของรถมือสองที่ 60% สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2569 ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท กรอบการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อไว้ที่ระดับ 0% หรือเน้นการรักษาฐานเดิม (Maintain)

นอกจากนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย KKP มองเห็นโอกาสในเซกเมนต์ “ตลาดบ้านมือสอง” โดยเตรียมใช้จุดแข็งด้านฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data Analytics) โดยธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ขึ้นไปแตะระดับ 5% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 1% ไม่มากนักเมื่อเทียบกับพอร์ตหลักอย่างสินเชื่อรถยนต์

และเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์บ้านมือสอง ธนาคารเตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “KKP Propify” เป็นฟีเจอร์ที่มีการขายบ้านผ่านแพลตฟอร์มนี้ คาดว่าจะเปิดได้ในเดือนเมษายน เพื่อแก้ปัญหาของตลาดบ้านมือสอง ที่มักจะลงขายซ้ำซ้อนและราคาไม่ตรงความจริงจากเอเจนซี่ต่างๆ โดยจะรวบรวมเฉพาะประกาศขายบ้านที่ตรวจสอบแล้ว (Verified) และเป็นราคาจริง

ทั้งนี้ ในแพลตฟอร์มจะมีฟีเจอร์การค้นหาที่แม่นยำ และระบบจะช่วยคำนวณวงเงินกู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจก่อนตัดสินใจจองบ้าน ลดปัญหาการกู้ไม่ผ่านหลังจากวางเงินจองไปแล้ว ในช่วงเริ่มต้นตั้งเป้าจะมีบ้านเข้าระบบประมาณ 3,000 – 4,000 หลัง เน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก

“KKP เลือกที่จะบุกตลาด บ้านมือสอง อย่างจริงจังในปี 2569 เพราะมองว่าเป็นการสนับสนุนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม และเริ่มเห็นเทรนด์คนอยากกลับมาอยู่ในเมือง โดยเฉพาะการซื้อตึกแถวหรือบ้านมือสองมารีโนเวทเพื่ออยู่อาศัย ซึ่งให้พื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโดมิเนียม”

โดยการปรับตัวของ KKP ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาคธนาคารไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการใช้ “ข้อมูลและคุณภาพ” นำหน้า “ปริมาณ” เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว