น้ำมันเด้ง ต้นสัปดาห์! เช้ามืด พรุ่งนี้ (11 ก.ค.66) เบนซินขึ้น 50 สต.
อีจัน ป๊อป
10 กรกฎาคม 2566

เมื่อเวลา 17.30 น. ‘PTT Station’ ปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดขึ้น 50 สตางค์/ลิตร ส่วน Premium GSH95 และกลุ่มดีเซลคงเดิม มีผล 11 ก.ค. 2566 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ ULG = 43.84, GSH95 = 36.05, E20 = 33.74, GSH91 = 35.78, E85 = 34.19, พรีเมี่ยม GSH95 = 42.94, HSD-B7 = 31.94, HSD-B10 = 31.94, HSD-B20 = 31.94, พรีเมี่ยมดีเซล B7 = 38.94 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

ส่วน ‘บางจาก’ ปรับราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้น Hi Premium 97 ไม่ปรับ สำหรับกลุ่มดีเซลทุกชนิดราคาคงเดิม
BCP Retail Price : GSH95S EVO 36.05/ GSH91S EVO 35.78 / GSH E20S EVO 33.74 / GSH E85S EVO 34.19 / Hi Premium 97 (GSH95++) 46.74 / Hi Diesel B20S 31.94/ Hi Diesel S 31.94 / Hi Diesel S B7 31.94 / Hi Premium Diesel S B7 39.94 (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่กทม.)

ขณะที่ บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ.ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 10 ก.ค.66 ระบุว่า แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (3 – 7 ก.ค. 66) ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มตึงตัวจากการขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตของซาอุฯ ไปอีก 1 เดือน และรัสเซียปรับลดการส่งออกเพิ่มเติมในเดือน ส.ค. 66
ซึ่งเพิ่มเติมจากข้อตกลงการปรับลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจก่อนหน้านี้ โดยปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้อุปทานค่อนข้างตึงตัวมากขึ้น รวมถึง ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลงจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงจากการชะลอตัวลง โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ ที่ภาคอุตสาหกรรมเติบโตลดลง ขณะที่ภาคบริการเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
1.อุปทานการผลิตและการส่งออกน้ำมันของกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรมีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากซาอุดิอาระเบียขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตที่ 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ออกไปอีก 1 เดือน (สิ้นสุดเดือน ส.ค.66 แทน) ขณะที่รัสเซียประกาศลดการส่งออกลงในเดือน ส.ค.66 ซึ่งการปรับลดกำลังการผลิตและการส่งออกของทั้ง 2 ประเทศหลักจะทำให้อุปทานมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น
2.ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะปรับลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการขับขี่ของสหรัฐฯ ยังคงเติบโตขึ้นในช่วงวันชาติอเมริกา ประกอบกับ การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 1.0 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลง 0.4 ล้านบาร์เรล
3.จับตาอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และยูโรโซน ซึ่งจะประกาศในสัปดาห์นี้ จะส่งผลกระทบต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรป ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับสูง จะส่งผลให้ธนาคารกลางทั้งสองมีแนวโน้มที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปเพิ่มเติมและจะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบ
4.ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ คาดจะทรงตัวในระดับสูง โดยล่าสุดผู้ผลิตเริ่มกลับมาเพิ่มการขุดเจาะขึ้นอีกครั้ง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ สำหรับสิ้นสุด ณ วันที่ 7 ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 6 แท่นมาอยู่ที่ระดับ 680 ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 สัปดาห์
§ เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากการชะลอตัวลง โดยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนในเดือน มิ.ย.66 ยังคงชะลอตัวลง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 46.0 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค.63 ขณะที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนยังคงต่ำกว่าระดับ 50.0 และดัชนีภาคบริการปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53.2 ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ 54.5
5.รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมเข้าซื้อน้ำมันดิบเข้าคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) เพิ่มเติมสำหรับการส่งมอบน้ำมันดิบในเดือน ต.ค.-พ.ย.66 ที่ราว 6 ล้านบาร์เรล โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเข้าซื้อรวมทั้งสิ้นกว่า 6.3 ล้านบาร์เรลแล้ว โดยในปีนี้คาดรัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าซื้อรวมทั้งสิ้นราว 12.3 ล้านบาร์เรล
6.เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตจีน เดือน มิ.ย.66 ดัชนีราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตสหรัฐฯ เดือน มิ.ย.66 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน เดือน พ.ค.66
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (3 – 7 ก.ค. 66)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 3.22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 73.86 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับเพิ่มขึ้น 3.57 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 78.47 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 77.66 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
หลังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปทานที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากซาอุดิอาระเบียประกาศขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ออกไปอีก 1 เดือน จนถึงสิ้นสุดเดือน ส.ค. 66 แทน ขณะที่ รัสเซียประกาศลดการส่งออกลง 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ส.ค. 66
นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงสนับจากการปรับลดลงของปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 1.0 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) ในเดือน มิ.ย. 66 ของสหรัฐ และจีน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 46.0 และ 49.0 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเดือนก่อนหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
แวะปั๊มด่วน! เช้ามืดพรุ่งนี้ (8 ก.ค.66) เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ขึ้น 40 สต.ชาวเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ เฮลั่น! เช้ามืด พรุ่งนี้ (6 ก.ค.66) ลง 50 สตางค์