ตรุษจีนปังๆ! หอค้าฯ คาดเงินสะพัด 5.17 หมื่นล้าน สูงสุดรอบ 5 ปี
ต้นกุมภาฯ อีจัน
24 มกราคม 2568

วันนี้ (24 ม.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,283 คนทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ 36.3% เชื่อว่าบรรยากาศจะคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา และ 34.8% เชื่อว่าความคึกคักจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ 28.9% เชื่อว่าจะคึกคักน้อยกว่า
โดยคาดว่าเม็ดเงินจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ จะอยู่ที่ราว 51,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.5% สูงสุดในรอบ 5 ปี และเป็นมูลค่าที่ขึ้นไปแตะระดับ 50,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19
“ภาพรวมผู้บริโภคส่วนใหญ่ เชื่อว่าเทศกาลตรุษจีนปีนี้คึกคักมากกว่าปีก่อน ส่วนหนึ่งผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาในช่วงปลายปี 67 ได้สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคที่จะออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น”นายธนวรรธน์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ผลกระทบภาคการท่องเที่ยว หลังเหตุการณ์นักแสดงชาวจีนหายตัวบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เรื่องนี้จะยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน เนื่องจากแนวโน้มการเดินทางเข้าไทยมีเพิ่มขึ้น โดยปี 2567 นักท่องเที่ยวอยู่ที่ 6.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 91.4% จากปี 2566 อยู่ที่ 3.5 ล้านคน
ประเมิณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2568 ขยายตัว 3% และไม่มีการปรับจีดีพีลงจากเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากทางการของไทยและจีนมีการแก้ไขทันที ซึ่งปัญหานี้ไม่เกิน 2 เดือน จากสมมติฐานคาดว่านักท่องเที่ยวจะหายไปช่วง 1 เดือน และกลับมาในเดือน ก.พ.-มี.ค.68
“ไม่ได้มองว่าผลกระทบจากกรณีนี้ต่อภาคการท่องเที่ยวจะรุนแรง และคาดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อเม็ดเงินเกิน 10,000 ล้านบาท เชื่อว่าสถานการณ์นี้จะจบเร็วจากการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย-จีน ดังนั้น ต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ”นายธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบที่มีต่อภาคการท่องเที่ยวไทย กรณีไม่มีเหตุการณ์คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในประเทศจำนวน 8,019,631 ราย และจะมีรายได้เข้าประเทศประมาณ 388,952 ล้านบาท ส่วนกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ประเมินเหตุการณ์แย่ที่สุดจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประมาณ 7,724,982 คน ลดลง 3.7% จะมีรายได้ประมาณ 374,662 ล้านบาท ลดลด 3.7%

นอกจากนี้ สำรวจความเห็นต่อมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ว่าส่งผลต่อการใช้จ่ายในช่วงตรุษจีนอย่างไร พบว่าส่วนใหญ่ 62.4% ตอบว่าไม่มีผล ขณะที่ 30.9% ตอบว่าใช้เพิ่มขึ้น และที่เหลืออีก 6.7% ตอบว่าใช้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ดี หากมองผลของมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม จะพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 52.5% เชื่อว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ปานกลาง รองลงมาก 19.9% เชื่อว่าช่วยได้มาก โดยมีเพียง 2.8% ที่ตอบว่า ไม่ช่วยเลย
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ-ร้านค้า ส่วนใหญ่ 39.7% มีความเห็นสอดคล้องกับประชาชน โดยมองว่าเทศกาลตรุษจีนปีนี้ บรรยากาศจะคึกคักกว่าปีก่อน ขณะที่ผู้ประกอบการ 31.7% เชื่อว่าบรรยากาศจะคึกคักเท่ากับปีก่อน ส่วนผู้ประกอบการอีก 28.6% เชื่อว่าจะคึกคักน้อยกว่าปีก่อน

โดยผู้ประกอบการร้านค้าในภาพรวมส่วนใหญ่ มองว่ามาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ไม่ได้มีผลต่อยอดขายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้เท่าใดนัก แต่เมื่อสอบถามความเห็นของผู้ประกอบการร้านค้าเฉพาะที่สามารถออก E-Receipt ได้ จะพบว่า ส่วนใหญ่ถึง 51.1% ตอบว่ามีผลให้ยอดขายในช่วงตรุษจีนเพิ่มขึ้น
เมื่อถามผู้ประกอบการถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร โดยในกรณีเงินโอน 10,000 บาท เฟส 1 ที่ให้กับกลุ่มเปราะบางนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 53.9% ตอบว่ามีผลช่วยให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้น รองลงมา 28.8% ตอบว่าไม่เปลี่ยนแปลง และอีก 17.3% ตอบว่ามีผลช่วยให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นมาก
ส่วนกรณีเงินโอน 10,000 บาท เฟส 2 ที่ให้กับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 46.3% เชื่อว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลง รองลงมา 39.8% เชื่อว่าจะมีผลช่วยให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้น และอีก 13.9% เชื่อว่ามีผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นมาก
