“หนู” ร่วมถกทุบทุนเทา หารือ ธปท.-ก.ล.ต.-ปปง. เคาะรีดภาษีนักเทรด “ทอง”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

7 มกราคม 2569

“หนู” ร่วมถกทุบทุนเทา หารือ ธปท.-ก.ล.ต.-ปปง. เคาะรีดภาษีนักเทรด “ทอง”

วันนี้ (7 ม.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (คอนเน็คเดอะดอท)เพื่อสร้างระบบ Data Bureau ติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบ 

กรณีทุนเทาที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย และรวมถึงจะหารือเรื่องความคืบหน้าการจัดเก็บภาษีสินค้าทองผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่า

ทั้งนี้ คณะกรรมการคอนเน็คเดอะดอท คือ คณะทำงานของกระทรวงการคลังที่ตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน จากหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคารแห่งประทเศไทย, สำนักงาน ก.ล.ต., และ ป.ป.ง. เพื่อ สกัดกั้นและจัดการกับเส้นทางเงินทุนผิดกฎหมาย และทุนสีเทาในระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายจัดการปัญหาเหล่านี้ให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า ระบบการเงินในปัจจุบันของไทย เหมือนคนตาบอดคลำช้าง ในการจัดการกับเส้นทางการเงินสีเทา โดยเรามีข้อมูลของสถาบันการเงิน ,ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ  แต่ข้อมูลในแต่ละหน่วยงาน ไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานให้บุคคลอื่นๆรับรู้

ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยที่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายของหน่วยงานเจ้าของข้อมูล คณะอนุกรรมการคอนเน็คเดอะดอทที่มีตนเป็นประธานคณะอนุกรรมการ จะเสนอให้สร้างระบบ Open API ที่ข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเงินของเงินทุนสีเทา จะสามารถส่งผ่านในระบบ digital โดยใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของตนเองในการเปิดเผยข้อมูลในระบบ

“เราจะนำฐานข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมีมาเชื่อมโยงกันเพื่อสอบเส้นทางทุนเทา โดยฐานข้อมูลที่จะเชื่อมโยงกันนี้จะยังคงอยู่ภายใต้หน่วยงานนั้นๆ แต่สามารถใช้อำนาจที่มีไปดึงฐานข้อมูลจากหน่วยงานอื่นมาประกอบการพิจารณาได้ เช่น ข้อมูลสรรพากรเราไม่สามารถเปิดเผยภายนอกได้ แต่ป.ป.ง.สามารถใช้อำนาจดึงข้อมูลของสรรพากรมาใช้ได้ เป็นต้น”

นายเอกนิติ ยังได้กล่าวถึง ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส,โครงการเที่ยวดีมีคืน และโครงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือ Front load ซึ่งคาดว่าจะทำให้จีดีพีในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ ขยายตัว 1 % และคาดว่าจะทำให้จีดีพีทั้งปีเพิ่มขึ้นอีก 0.2 % ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากที่สภาพัฒน์คาดการณ์ว่าปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2%