ผู้ว่า ธปท. ชี้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เน้นลงทุนปั้นเศรษฐกิจโต
ต้นกุมภาฯ อีจัน
1 วันที่แล้ว

วันนี้ (4 พ.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย ตามที่รัฐบาลเตรีมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินราว 4-5 แสนล้านบาท เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในช่วงต้นเดือน พ.ค.69 เบื้องต้น ธปท. ประเมินวงเงินกู้ที่ 300,000 ล้านบาท โดยจะนำตัวเลขมาประเมินผลต่อเศรษฐกิจ เพื่อวิเคราะห์ประมาณการเศรษฐกิจระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ธปท. อยากให้เน้นหนักไปที่การลงทุนมากกว่าการเยียวยาในรูปแบบเงินโอนเพียงอย่างเดียว แม้ข้อดีการเยียวยาคือประคองเศรษฐกิจปี 2569 ได้ แต่มันวูบหายไปปี 2570 เพราะฐานสูงจากปีก่อน แต่ถ้าเป็นการลงทุนมันอาจได้ผลปี 2569 น้อยกว่า แต่มันอยู่ไปเรื่อยๆ แต่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนกว่า
“เราอยากให้ส่วนที่เป็นเรื่องการลงทุนมีสัดส่วนพอสมควร ซึ่งมาตรการจาก พ.ร.ก. กู้เงินหากเป็นลักษณะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) หรือเน้นช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางจริงๆ จะตรงจุดกว่า ดูแลกลุ่มคนจน SME หรือกลุ่มที่ใช้ต้นทุนน้ำมันสูง”

นอกจากนี้ สถานการณ์สงครามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง และมันฟื้นตัวไท่เท่ากัน (Uneven) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมัน (Oil Import Country) อย่างประเทศไทย ซึ่งไม่ได้นำเข้าเพียงแค่น้ำมัน แต่รวมถึงปุ๋ยและสินค้าปิโตรเคมีกว่า 60-70% จากภูมิภาคที่มีปัญหา
“ถ้าเงินเฟ้อขึ้น เศรษฐกิจไม่ดี คนที่เปราะบางก็จะได้รับผลกระทบเยอะกว่า อย่างน้ำมันขึ้นจาก 30 เป็น 40 บาท คนฐานะดีก็แค่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มหน่อย แต่คนฐานะน้อยจะกระทบเยอะ เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านขนส่งและค่าครองชีพสูงเมื่อเทียบกับรายได้”
ในส่วนของภาคธุรกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงมี “บัฟเฟอร์” (Buffer) และสภาพคล่องที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่กลุ่ม SME โดยเฉพาะที่มีนวัตกรรมน้อยและขีดความสามารถการแข่งขันจำกัด จะได้รับผลกระทบหนักกว่า รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและขนส่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่สูงขึ้น
นายวิทัยกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อ คาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงกลางปี (ประมาณ 3-4%) และจะเริ่มทยอยลดลงในช่วงปลายปีเนื่องจากฐานราคาที่สูงขึ้นในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่คำตอบเดียวในขณะนี้
“เครื่องมือที่ดีที่สุดตอนนี้คือนโยบายการคลัง เพราะนโยบายการเงินเป็น Blunt Tool (เครื่องมือกว้างๆ) แต่ปัญหาตอนนี้มัน Uneven เราต้องการการบรรเทาแบบ Target (เฉพาะจุด) ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายเราอยู่ที่ 1% ซึ่งต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก”
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า หากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อทำลายอุปสงค์ (Demand) ในขณะที่ปัญหามาจากฝั่งอุปทาน (Supply) จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจพัง และผลของการดำเนินนโยบายการเงินต้องใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะเห็นผล ซึ่งอาจไม่ทันการณ์หากสถานการณ์เงินเฟ้อคลี่คลายไปก่อน

นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. ยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์หนี้อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด-19 ที่รายได้กลายเป็นศูนย์ โดยมีการขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์รีบเข้าไปปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือลดการผ่อนชำระ
ทั้งนี้ หากสถานการณ์แย่ลง ธปท. พร้อมจะนำมาตรการหนักออกมาใช้ เช่น มาตรการฟ้าส้ม หรือการโอนทรัพย์ชำระหนี้ (Asset Warehouse) แต่ในปัจจุบันยังเน้นการประคองไม่ให้เกิดหนี้เสีย (NPL) ผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น Credit Boost และ Secure Plus ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนจึงจะเห็นผลชัดเจนในระดับสาขา