“ยุทธศักดิ์” หวั่นสงครามลากยาว ทำนักท่องเที่ยวหด วันพักสั้น-ใช้จ่ายน้อยลง ธุรกิจเล็กโดนเต็มๆ

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

1 เมษายน 2569

“ยุทธศักดิ์” หวั่นสงครามลากยาว ทำนักท่องเที่ยวหด วันพักสั้น-ใช้จ่ายน้อยลง ธุรกิจเล็กโดนเต็มๆ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อตลาดระยะไกล ทำให้ช่วงฤดูร้อนนี้ อาจไม่ได้เห็นนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็เริ่มเห็นการฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้วในบางจังหวัด อาทิ ภูเก็ต ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวสู่การเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safe Haven และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Wellness Hub) ใช้วิกฤตนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเพื่อหนีความไม่สงบเข้ามาเยียวจิตใจและร่างกายตัวเอง

โดยความกังวลผลจากสงครามที่ยังไม่คลายตัว ทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ตั๋วเครื่องบินมีราคาสูงขึ้น และคงไม่ปรับตัวลดลงรวดเร็วแม้สงครามจะยุติได้ เกิดการจำกัดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พักในโรงแรมน้อยคืนลง ใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวลดลง เศรษฐกิจฐานรากจึงได้รับผลกระทบตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ต้นทุนของน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จากวิกฤตการณ์ที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาดพลังงานโลก ทำให้การเดินเรือลดลงถึง 90% ส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันหายไปไม่ต่ำกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคือ ความผิดเพี้ยนของโครงสร้างราคาน้ำมันเครื่องบิน ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้สายการบินจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาบัตรโดยสารและค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง รวมถึงต้องบินอ้อมเส้นทางสงครามทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มเจนซี หรือคนรุ่นใหม่ที่หวั่นไหวต่อราคา อาจชะลอการตัดสินใจและเปลี่ยนปลายทางเที่ยวกันเฉพาะในประเทศ หรือในภูมิภาคแทน” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า การรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ ต้องปรับตัวทั้งห่วงโซ่ท่องเที่ยว โดยใช้กลยุทธ์การดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มธุรกิจ จัดประชุมสัมมนาหรืองานไมซ์ เพราะไทยมีศักยภาพสามารถรองรับกลุ่มงานเหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างงานสำคัญระดับโลกอย่างการประชุม IMF World Bank และ Gastech 2026 เป็นงานด้านก๊าซธรรมชาติและนวัตกรรมพลังงานระดับโลก โดยหากทั้ง 2 งานนี้สามารถจัดขึ้นได้ตามกำหนดเป็นอย่างดี จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยได้ดีมากขึ้น

ด้านความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม ที่เน้นกลยุทธ์ปริมาณและความเร็ว ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นฐานลูกค้าไทยไปได้เยอะขึ้นในช่วงหลังๆ นั้น แน่นอนว่าประเทศไทยควรยึดหลัก “Value over Volume” และยกระดับไปสู่ตลาดศักยภาพ คือการเพิ่มมูลค่าบริการโดยไม่ต้องเน้นการลดราคา เพื่อรักษาฐานลูกค้าและสร้างความแตกต่างในสายตานักท่องเที่ยว แต่ก็ต้องหาความคุ้มค่าและความเหมาะสมในการให้บริการนักท่องเที่ยวด้วย ย้ำว่าไม่ได้ต้องลดราคาเสมอไป แต่ต้องมีความคุ้มค่าของราคา รวมถึงด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัย ต้องแก้ปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยให้ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ข่าวสารเงียบไปเองโดยไม่มีการแก้ไข