ปิดฮอร์มุซสะเทือน “ไทย” ธุรกิจปิดโรงงาน-เบรกออเดอร์ นักเที่ยวยกเลิกจองโรงแรม

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

17 มีนาคม 2569

ปิดฮอร์มุซสะเทือน “ไทย” ธุรกิจปิดโรงงาน-เบรกออเดอร์ นักเที่ยวยกเลิกจองโรงแรม

วันนี้ (17 มี.ค.69) ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์เอกซ์ จำกัด สรุปประเด็นสงครามอิหร่าน ตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ตลาดปี 2026 เสี่ยงซ้ำรอยปี 2008 วิกฤตพลังงานและ Supply Chain ไทย

ผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซตัดอุปทานน้ำมันดิบถึง 15% ของโลก ขณะที่บริษัทปิโตรเลียมแห่งรัฐกาตาร์ (QatarEnergy) ซึ่งผลิต LNG คิดเป็นหนึ่งในห้าของอุปทานโลกต้องประกาศเหตุสุดวิสัย

ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) พุ่งสูงเกือบ $120 ต่อบาร์เรล และแม้ IEA จะปล่อยสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่มาตรการทั้งหมดอาจไม่สามารถทดแทนปริมาณที่ขาดหายไป ส่งผลต่อเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน

โดยสหรัฐฯ รับมือได้ดีกว่าในฐานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ยุโรปเผชิญราคาก๊าซพุ่งสูงกว่า 75% ท่ามกลางปริมาณสำรองที่ต่ำผิดปกติ ขณะที่เอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะไทยซึ่งนำเข้าพลังงานสุทธิเกือบ 5% ของ GDP และเสี่ยงสูญเสียดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1.2% ของ GDP ในระยะยาว

INVX ประเมินว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานที่ไม่มั่นคงอย่างถาวร เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกสะท้อนอยู่ในราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับภาวะภาวะเงินเฟ้อ (Stagflation) โดยปราศจากเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้จะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม

Bloomberg ระบุสถานการณ์ตลาดปี 2026 เสี่ยงซ้ำรอยปี 2008 Bloomberg อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Michael Hartnett แห่งธนาคารแห่งอเมริกา (Bank of America) เตือนว่ารูปแบบผลตอบแทนของสินทรัพย์ในปี 2026 มีความคล้ายคลึงกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 โดยมีความเสี่ยงสองด้านที่มาบรรจบกัน

ได้แก่ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามอิหร่านซึ่งกำลังสร้างภาวะเงินเฟ้อ และแรงกดดันในตลาดตราสารหนี้นอกตลาด (Private Credit) มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกลไกการใช้เลเวอเรจแบบมีหลักประกัน (Back leverage) ที่เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจะสร้าง Downward Spiral คล้ายกับตราสารหนี้ที่มีหลักประกัน (CDO) ในปี 2008

อย่างไรก็ดี INVX มองว่ามีความแตกต่างสำคัญหลายประการ กล่าวคือเงินเฟ้อยูโรโซนปัจจุบันอยู่เพียง 1.9% ต่ำกว่าระดับ 3.8% ในปี 2008 มาก และราคาน้ำมันพุ่งสูงเพียง 2 สัปดาห์เทียบกับที่ยืนระดับสูงต่อเนื่องกว่า 1 ปีในวิกฤตครั้งก่อน ขณะที่ขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP นั้นยังเล็กกว่าตลาดสินเชื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ในปี 2008 ที่อยู่ถึง 68% ของ GDP อย่างมีนัยสำคัญ แม้กระนั้นก็ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและความตึงตัวทางการเงินโลกทวีความรุนแรงขึ้น

วิกฤตพลังงานและ Supply Chain ไทย สงครามปฏิบัติการมหากาพย์โกรธา (Operation Epic Fury) ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวพุ่งขึ้นจาก $70 ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ไปแตะระดับเกือบ $120 ก่อนจะทรงตัวที่ $100

และได้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน การที่ TOA ระงับการรับออร์เดอร์ใหม่เนื่องจากสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน การปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยองของ SCG และยอดจองโรงแรมในภูเก็ตที่ลดลง 10%

ในส่วนของเสถียรภาพด้านราคาพลังงาน INVX คำนวณว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งใช้จ่ายเงินอุดหนุนดีเซลเพื่อตรึงราคาที่ 30 บาทต่อลิตรนั้น จะสามารถรองรับได้อีก 40–68 วัน ขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมันดิบที่ $100–120 ต่อบาร์เรล แม้รัฐบาลจะเตรียมแผนฉุกเฉินไว้หลายชั้น อาทิ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 50,000 ล้านบาท การออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน และการเจรจาจัดหาน้ำมันดิบจากรัสเซีย แต่มาตรการเหล่านี้ยังติดข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญในช่วงระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

“ในภาพรวมเชิงมหภาค INVX ประเมินว่า GDP ไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.0–1.4% พร้อมกับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าสู่ 34–36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป”