“ธุรกิจร้านอาหาร” วอนรัฐเร่งเคลียร์การเมือง ชี้ปากท้องประชาชนรอไม่ไหว
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
4 กันยายน 2568

วันนี้ (4 ก.ย. 2568) นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการสถานการณ์การเมืองให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบที่ยืดเยื้อไปถึงปีหน้าอีก เพราะปัญหาการเมืองไทยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สูง ประชาชนลำบากในการทำมาหากิน นักการเมืองจะยุบหรือไม่ยุบสภา ประชาชนก็มาที่หลังตลอดจนจะกระอักเลือดแล้ว เพราะทีผ่านมานักการเมืองมัวแต่บริหารการเมืองจนไม่สนใจบริหารบ้านเมืองเลย
ทั้งนี้หากยุบสภาอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนักในระยะสั้นแน่นอน เพราะหากกว่าจะมีการเลือกตั้งจนเสร็จได้รัฐบาลใหม่เร็วสุดก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน แนะรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะมาจากเลือกตั้งใหม่ หรือจัดตั้งใหม่ ต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนโดยเฉพาะการอัดฉีดเงินทุนให้กับ SMEs เพื่อฟื้นฟูสภาพคล่องและสร้างความเชื่อมั่นในภาคการลงทุน
ขณะนี้ต้องยอมรับว่าปากห้องประชาชนมันรอไม่ได้ เศรษฐกิจรากหญ้าทุกวันนี้แทบจะเน่าหมดแล้ว เพราะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้กำลังใช้จ่าย เงินสดในระบบหายหมด การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี ) ล่าสุดคาดเติบโตเพียง 1.8% ซึ่งอยู่ท้ายสุดในอาเซียน
หากภายใน 3-4 เดือนนี้ยังไม่มีการตั้งรัฐบาลใหม่ ปัญหาหลักการคือการเบิกจ่ายงบประมาณในภาครัฐจะไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศสะดุดเพราะทุกวันนี้ เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยหลัก ๆ ก็ติดๆดับอยู่แล้วเช่น การท่องเที่ยว และ โรงงานผลิตส่งออกต่างๆ
สำหรับช่วงเวลาปลายปีเป็นช่วงที่มีความสำคัญมาก ทั้งเรื่อง การที่รัฐบาลจะต้องเตรียมการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มักจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ดังนั้นการยุบสภาหรือการจัดตั้งฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่อาจจะทำให้ทุกอย่างชะงัก ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศในระยะสั้น หากการยุบสภาทำให้กระบวนการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องใช้เวลานานถึง 3-4 เดือน โดยกว่าจะเลือกตั้งเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ จะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีและช่วงต้นปีหน้าได้รับผลกระทบอย่างหนักแน่นอนโดยเฉพาะในภาคการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทต่างชาติที่มีแผนการลงทุนในประเทศไทย จะรอให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงตัดสินใจลงทุน ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยสะดุดลง และส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะกลาง
ดังนั้นภาคเอกชนอยากให้มีการเร่งฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่หรือมีการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลไม่ได้บริหารเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจของไทยมีการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน และยังไม่มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในภาคเอกชนได้นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการ โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินทุนให้กับธุรกิจ SMEs ที่ขาดสภาพคล่องจากการขาดกระแสเงินสด โดยการออกเงินกู้แบบ “soft loan” หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนธุรกิจ SMEs ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีขนาดเล็กและกลางที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี เงินทุน soft loan ควรได้รับการสนับสนุนจาก บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ที่สามารถค้ำประกันให้กับธุรกิจ SMEs ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะ SMEs ส่วนใหญ่ใช้หลักทรัพย์ค้ำหมดแล้วในช่วงโควิดที่ผ่านมา
สุดท้าย แม้ในช่วงที่รัฐบาลใหม่ยังไม่ได้รับการจัดตั้ง ระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นด้วยมาตรการที่มีประสิทธิภาพ และเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ต้องสามารถดำเนินการนโยบายต่าง ๆ ให้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมกว่าที่ผ่านมา เพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้สามารถกลับมาเติบโตได้ในระยะสั้นและยาว