“ธปท.” ลดดอกเบี้ย รับเศรษฐกิจแผ่ว หลังหั่นจีดีพีเหลือ 2.5%

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

26 กุมภาพันธ์ 2568

“ธปท.” ลดดอกเบี้ย รับเศรษฐกิจแผ่ว หลังหั่นจีดีพีเหลือ 2.5%

วันนี้ (26 ก.พ.68) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า บอร์ด กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.25% เป็น 2% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 1 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นายสักกะภพกล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ใช่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง (Easing Cycle) โดย กนง.พิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลงจากที่ประเมินว่าปี 2568 จีดีพีจะขยายตัวที่ 2.9% แต่ได้ปรับลดลงเหลือ 2.5% หรือขยายตัวเกินกรอบที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยรวมผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐบาลแล้ว

ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยพิจารณาจากข้อมูลทั้งจากภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และประชาชน เป็นข้อมูลที่ ธปท.พิจารณาและมีการพูดคุยกับหลายภาคส่วนต่อเนื่อง จึงนำข้อมูลมาประเมินร่วมกับการคาดการณ์เศรษฐกิจในอนาคตร่วมด้วย

เบื้องต้น ดอกเบี้ยที่ลดลงจะสอดคล้องกับข้อมูลที่ประเมินไว้ 3 ด้าน อาทิ เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพด้านการเงินอยู่ในระดับสมดุล นอกจากนี้ ภาพรวมระยะสั้นเป็นห่วงเศรษฐกิจ หวังว่าภาวะการเงินจะรองรับการทำธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น

กรณีที่รัฐบาลส่งหนังสือมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยนั้น นายสักกะภพกล่าวว่า ธปท.ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่ ธปท.ติดตามข้อมูลผ่านสื่อ และนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวค่อนข้างต่ำมาจากปัจจัยด้านอุปทานและการผลิตเป็นสำคัญ รวมถึงส่วนใหญ่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข และคลี่คลาย

ดังนั้น การลดดอกเบี้ยช่วยด้านต้นทุน และภาวะการเงินที่ตึงตัว บรรเทาภาระลูกหนี้ รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลง

นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่หายไปมาจากภาคการผลิต แม้จะมีความต้องการซื้อ แต่ภาคการผลิตไม่ได้ผลิตสินค้าเพิ่ม เน้นระบายสินค้าค้างสต็อก เนื่องจากกังวลปัญหาความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า จึงไม่มีการเร่งการผลิต

รวมถึงไทยนำเข้าสินค้าสูงขึ้น และไทยแข่งขันด้านการผลิตกับประเทศอื่นๆ ยาก จึงมีการนำเข้าที่สูงขึ้น ดังนั้น การบริโภคสูงขึ้นไม่ได้ทำให้การผลิตสูงขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

“ภาคการผลิตมีสัดส่วนต่อจีดีพีอยู่ที่ 20% ขณะนี้การผลิตมีปัญหา 10% และปี 2568 ภาคการผลิตยังไม่ฟื้นตัวขึ้น ดังนั้น การขยายตัวปีนี้จะพึ่งพาการท่องเที่ยวและภาคการบริการเป็นสำคัญ”นายสักกะภพกล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามภาคการผลิตที่อาจถูกกดดันต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย