วันนี้ (18 พ.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงการภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” เท่านั้น แต่รัฐบาลยังเตรียมงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อเร่งปรับตัวและวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว

ทั้งนี้หนึ่งในกลุ่มสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือ ภาคการขนส่ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถหัวลาก ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลัก และได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะราคาพลังงานในตลาดโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม เพื่อออกแบบมาตรการช่วยเหลือภายใต้วงเงินกู้ดังกล่าว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือ Energy Transition เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาวและสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย
“เงื่อนไขสำคัญของการใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ ครั้งนี้ คือ จะไม่ใช่การนำงบประมาณไปอุดหนุนราคาน้ำมันหรือจ่ายเยียวยาแบบระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เพราะมองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่จบสิ้น หากราคาน้ำมันโลกกลับมาพุ่งสูงอีก ภาครัฐก็จะต้องกลับไปใช้งบประมาณอุ้มซ้ำอีกครั้ง” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางสำคัญที่จะนำมาใช้ปรับโครงสร้างภาคขนส่ง ประกอบด้วย การส่งเสริมให้รถหัวลากหันมาใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 มากขึ้น โดยใช้น้ำมันปาล์มจากภาคการเกษตรในประเทศเป็นส่วนผสม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลและช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตเกษตรไทย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “รถหัวลากไฟฟ้า” หรือ EV โดยศึกษาต้นแบบความสำเร็จจากประเทศจีน ซึ่งเริ่มเปลี่ยนระบบรถบรรทุกขนส่งมาใช้พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 5-6 ปีก่อน ส่งผลให้ปัจจุบันจีนแทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันแพงเหมือนหลายประเทศทั่วโลก
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน ได้กำหนดกรอบชัดเจนว่า โครงการที่จะได้รับอนุมัติจาก พ.ร.ก. กู้เงิน ครั้งนี้ ต้องตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเท่านั้น แตกต่างจาก พ.ร.ก. กู้เงินในอดีตที่กำหนดกรอบฟื้นฟูไว้ค่อนข้างกว้าง
อย่างไรก็ดีการออกแบบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้มาตรการต่างๆ สามารถบรรเทาผลกระทบระยะสั้น ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับภาคธุรกิจไทยได้อย่างแท้จริง
