แบงก์รัฐซับน้ำตาคนใต้ พักเงินต้น-ลดเงินงวด-ลดดอกเบี้ย
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
26 พฤศจิกายน 2568

วันนี้ (26 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้หลายแห่ง อาทิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จ.สตูล เป็นต้น และยังไม่มีท่าทีว่าจะเบาลง ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน การดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ ของลูกค้าธนาคารและประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ธนาคารหลายแห่งได้ออกมาตรการดูแลลูกค้าและประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย ดังนี้
นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง ธนาคารออมสินจึงออกมาตรการ พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของลูกค้าธนาคารออมสิน จำนวนกว่า 100,000 ราย ตามรายงานเบื้องต้นที่เปรียบเทียบสอบทานกับประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
ทั้งนี้ได้มีมาตรการพักชำระหนี้ นาน 3 เดือน – ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข) โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้
1.พักชำระหนี้อัตโนมัติ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยดอกเบี้ยในช่วงเวลาพักชำระหนี้ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้จำนวน 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย ซึ่งหากไม่สามารถชำระปิดบัญชีได้ ลูกหนี้สามารถขอปรับโครงสร้างหนี้และขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้เพิ่มเติม โดยไม่เสียประวัติเครดิต
2.ผู้ได้รับสิทธิ์พักชำระหนี้อัตโนมัติ จะได้รับ SMS จากธนาคารเพื่อแจ้งสิทธิ์การเข้าร่วมมาตรการนี้
3.เมื่อครบกำหนดระยะเวลาพักชำระหนี้ ธนาคารจะส่ง SMS แจ้งล่วงหน้า 1 เดือนให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้โดยนำส่งเงินงวดต่อไป ตามเงื่อนไขสัญญาเดิม
4.กรณีลูกหนี้ได้รับ SMS แจ้งสิทธิ์การเข้าร่วมมาตรการ แต่ไม่ประสงค์ใช้สิทธิ์ สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ และไม่ต้องติดต่อธนาคาร โดยเงินงวดที่นำส่งจะถูกนำไปตัดลดเงินต้นทั้งจำนวน ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารจะไม่คิดดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือนของมาตรการ
นอกจากนี้ ธนาคารยังออกมาตรการผ่อนปรนหลักเกณฑ์เงื่อนไขตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ของลูกหนี้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติที่มีสถานะ Non-NPLs และมีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย สถานที่ประกอบอาชีพ สถานที่ประกอบธุรกิจ ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ที่ครบกำหนดชำระในระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน – 30 ธันวาคม 2568 โดยสามารถขยายวันครบกำหนดใช้เงิน 1 ครั้ง/ฉบับ ออกไปอีก 90 วัน และชำระดอกเบี้ยตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทั้งนี้ ธนาคารจะติดต่อลูกค้าแต่ละรายเพื่อแจ้งหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ให้ทราบ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดเตรียมมาตรการ 7 มาตรการพักชำระหนี้ – ลดเงินงวด – ลดดอกเบี้ย – เคลมสินไหมเร่งด่วน ให้ลูกค้าสามารถพักชำระหนี้ ลดเงินงวด ลดดอกเบี้ย และเคลมสินไหมเร่งด่วน เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลลกระทบในพื้นที่ดังกล่าว ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2568” สามารถขอยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สำหรับรายละเอียดทั้ง 7 มาตรากร ดังนี้
มาตรการที่ 1 : สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ลดเงินงวดและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยพักชำระหนี้นาน 3 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 12 คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2.00% ต่อปี พร้อมลดเงินงวดลง 50% ของเงินงวดที่ชำระในปัจจุบัน เมื่อครบระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าสามารถกลับไปใช้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมต่อไป และลูกค้าที่ต้องการกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยสามารถเข้าร่วมโครงการสินเชื่อซ่อม – แต่ง
และสินเชื่อซ่อม- แต่งพลัส วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาทต่อราย ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 1 แสนบาทแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีเพียง 1% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน
มาตรการที่ 2 : สำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ กู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อราย ต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด, อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 4 – 24 เท่ากับ 2.00% ต่อปี, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 เท่ากับ MRR-3.30% ต่อปี (2.945% ต่อปี), ปีที่ 4 เท่ากับ MRR-2.40% ต่อปี (3.845% ต่อปี) และปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี, ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี
และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.245% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,100 บาทต่อเดือนเท่านั้น ฟรีค่าธรรมเนียมประเมิน ราคาหลักประกัน (1,900 – 2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน
มาตรการที่ 3 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน
1 ปี 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวด จากนั้นเดือนที่ 7-18 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้
มาตรการที่ 4 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาท (ตัดเงินต้นทั้งหมด) จากนั้น เดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกอีก 100 บาท และเมื่อผ่อนชำระครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้ลูกค้ากลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้
มาตรการที่ 5 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ให้ผ่อนชำระ โดยใช้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาที่คงเหลือ (พิจารณาเป็นรายกรณี)
มาตรการที่ 6 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง
และไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคาร และให้ผ่อนชำระต่อเฉพาะในส่วนของที่ดินที่คงเหลือเท่านั้น (พิจารณาเป็นรายกรณี)
มาตรการที่ 7 : พิจารณาสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย
ซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ พิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่ประสบภัยทุกรายอย่างเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ โดยผู้เอาประกันสามารถแจ้งความเสียหายโดยใช้ภาพถ่าย จ่ายตามความเสียหายจริงไม่เกิน 20,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่มีกรมธรรม์เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2562 เพิ่มความคุ้มครองภัยธรรมชาติตามความเสียหายจริงอีกไม่เกิน 30,000 บาท ต่อปี (รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามกรมธรรม์)
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาภาระทันที ทั้งในส่วนของวงเงินกู้ระยะสั้น วงเงินกู้ระยะยาว รวมถึงสินเชื่อปรับโครงสร้างหนี้ ที่ครบกำหนดชำระในช่วงเดือนธ.ค. 2568 ด้วยการยืดหนี้อัตโนมัติเป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วนให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศ ซึ่งอาจประสบปัญหาความยากลำบาก ไม่สามารถติดต่อกลับมายังธนาคารได้
ขณะที่บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยประกันชีวิตจึงได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนในการช่วยหลือผู้เอาประกันภัยที่อยู่ในเขตพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ตรัง พัทลุง สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยการขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยออกไปอีก 60 วัน นับจากวันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีกำหนดชำระเบี้ยฯ ระหว่างวันที่ 17 พ.ย. 2568 – 28 ก.พ. 2569
สำหรับกรมธรรม์ประเภทสามัญ กรณีที่มีการนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยฯ โดยอัตโนมัติ ในระหว่างวันที่ 17 พ.ย. 2568 – 28 ก.พ. 2569 หากผู้เอาประกันภัยติดต่อชำระเบี้ยฯ ภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ยฯ บริษัทฯ ยกเว้นดอกเบี้ยเบี้ยประกันภัย
นอกจากนี้ ยังยกเว้นค่าธรรมเนียม สำหรับการออกกรมธรรม์ประกันชีวิต และบัตรประจำตัวผู้เอาประกันภัยที่ชำรุดหรือสูญหาย สำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดต่อบริษัทฯ ภายในวันที่ 30 เม.ย. 2569
ขณะเดียวกันผู้เอาประกันภัยสามารถทำธุรกรรมในการเรียกร้องสินไหมทดแทนได้ ผ่านช่องทาง TLI แอปพลิเคชัน หรือใช้บริการแฟกซ์เคลมผ่านโรงพยาบาลคู่สัญญาได้ ในส่วนสินไหมมรณกรรมสามารถยื่นเคลมผ่านแอปพลิเคชันของฝ่ายขาย TL After Plus ได้ โดยบริษัทฯ จัดเตรียมช่องทางการสอบถามข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อให้บริการผู้เอาประกันภัย