กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้จัดตั้งคณะทำงาน Zero Corruption (กกร. และกลุ่มเพื่อนไม่ทน) ได้นำเสนอ “ข้อเสนอ 3 เสาหลัก” รัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน หลังผลสำรวจพบว่าปัญหาการทุจริตในภาครัฐกำลังทวีความรุนแรงและเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน
วันนี้ (18 พ.ค.69) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงประเด็นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ว่า ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรีร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธาน
โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนจากองค์กรสำคัญ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อร่วมกันปฏิรูปการทำงานให้ประสบความสำเร็จ
“รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะฟ้องภาคเอกชนหรือภาคประชาชนเพื่อปิดปาก การรับฟังความคิดเห็นเป็นไปเพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงาน… บางครั้งการสื่อสารอาจมีการใช้อารมณ์บ้างเมื่อถูกกล่าวหา แต่ความจริงแล้วเราต้องการเอาความจริงมาพูดกัน”
เบื้องต้นในวันพุธที่ 20 พ.ค.69 นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบนโยบายที่ชัดเจน โดยยืนยันว่ารัฐบาลและเอกชน ทำงานร่วมกันเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ไม่ให้ติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิมๆ
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ “คตท.” ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน 3 ประการ เพื่อเปลี่ยนโฉมการต่อต้านทุจริต
- การเสนอแนะมาตรการ เป็นการเปิดประตูรับข้อเสนอจากภาคเอกชน ประภาคประชาชน และนักวิชาการอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าปัญหาของประชาชนจะถูกส่งตรงถึงรัฐบาล
- การส่งเสริมการเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน “เชิงโครงสร้าง” มากกว่าการไล่จับตัวบุคคลเหมือนในอดีต หากเปลี่ยนวิธีปฏิบัติราชการได้ คอร์รัปชันจะลดลงในระยะยาว
- การเรียกข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ การมีอำนาจในการเรียกให้เจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลจะช่วยตีแผ่ข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนได้มากขึ้น
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิชาการชั้นนำอย่างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยจะเน้นการใช้การวิจัยตามหลักสถิติสากลและระเบียบวิธีวิจัยที่เชื่อถือได้ ข้อมูลที่จะนำมาใช้จะไม่ดูเพียงแค่ “จำนวนเงิน” ที่มีการทุจริต แต่จะพิจารณาถึง “ความถี่” ของการเกิดเหตุในแต่ละหน่วยงานด้วย
เพื่อให้ความเป็นธรรมและนำข้อมูลไปปรับปรุงกลไกการควบคุมภายในหน่วยงานราชการอย่างสร้างสรรค์ มีรายงานว่าหลายหน่วยงานที่ปรากฏในข่าว เช่น กรมควบคุมมลพิษ ได้ส่งจดหมายขอรับรายละเอียดข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานแล้ว
“ภาคเอกชนทำงานร่วมกับรัฐบาลมาตั้งแต่ชุดที่แล้ว พอชุดนี้รับตำแหน่งและมี ครม. เสร็จ เอกชนก็ทำหนังสือขอเข้าพบทันที การแต่งตั้งคณะกรรมการนี้คือรูปธรรมจากฝ่ายบริหารที่จะสร้างความสง่างามและเพิ่มความเชื่อมั่นในเวทีสากล”
ดร.มานะ นิมิตรมงคล จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า “ในอดีตไทยเน้นการไล่จับตัวบุคคลและแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ครั้งนี้เรามุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตามที่นายกฯ แถลงต่อรัฐสภา ถ้าเราเปลี่ยนวิธีปฏิบัติของราชการได้ คอร์รัปชันในอนาคตจะน้อยลง”
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอจาก คณะทำงาน Zero corruptionฯ และจะได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาขับเคลื่อนในเชิงนโยบายต่อไป ใน 3 ประเด็น คือ
1. การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศ ประกอบด้วย
- ประกาศให้ การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ
- ประกาศนโยบายใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปิดช่องโกง เร่งขยายการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบเพื่อลดการทุจริต
- ยกระดับ 4 หน่วยงานเป็นต้นแบบความโปร่งใส ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรุงเทพมหานคร โดยการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน และเข้าระบบ e-Government Procurement ลดการใช้ดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น มีมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดโปร่งใสเช่น ให้ผู้มาติดต่อราชการได้ประเมินความพึงพอใจ (Citizen feedback)
2. การสร้าง “ระบบความซื่อตรงภาครัฐ” เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD
3. การแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากกฎหมายที่ล้าสมัยจากแผนงาน Reinvent Thailand สืบเนื่องจาก ความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน (กกร.) และภาคการเงิน ริเริ่มจัดทำโครงการ Reinvent Thailand โดยร่วมกันสร้างให้เกิด Impact ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจไทย
