”ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ“ ชี้ดอกเบี้ย 1.50% ผ่อนคลาย พร้อมลดหาก ”จำเป็น“
น้ำฝน อีจัน
10 ตุลาคม 2568

นนี้ (10 ต.ค.68) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงาน ธปท. ยินดีทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง รัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ เพื่อประคองเศรษฐกิจให้กลับมาสู่จุดที่มีความสมดุล เติบโตในระดับที่มุ่งสู่ศักยภาพ ซึ่งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังก็ต้องออกมาสอดคล้องเพื่อซัพพอร์ตจุดนี้

นายวิทัยกล่าวว่า เศรษฐกิจที่ต่ำเกินไปมากไม่ดี และสุดท้ายจีดีพี ถ้าต่ำลงมากๆ แล้วไม่ช่วยกันประคับประคอง สุดท้ายจะเกิดปัญหาการกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในท้ายที่สุด ดังนั้น ธปท. ดูแลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
“ในยุคนี้ ธปท. จะออกมามาตรการ จะกำกับสถาบันการเงิน จะออกนโยบายเฉพาะจุดอย่างไรก็ตาม สุดท้ายต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนได้อะไร ประเทศไทยอะไร สังคมได้อะไร ค่ารักษาเสถียรภาพอย่างเดียว และสุดท้ายประชาชนไม่ได้อะไร ประเทศไม่ได้อะไร สุดท้ายก็ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญแน่นอน“
นายวิทัยกล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายลงมา 1% ต่อเนื่องในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ยังเหลือ policy spaces ยายฝนของการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา ช่วง 12 เดือน ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนเนื่องจากยังต้องใช้เวลาในการส่งผ่านดอกเบี้ย 6-12 เดือนเป็นอย่างน้อยถึงจะเริ่มเห็นผล
“อัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% ในปัจจุบัน เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำประมาณหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็พร้อมที่จะผ่อนคลายต่อไป เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ”

นายวิทัยกล่าวว่า ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาท ข้อมูลตั้งแต่ต้นปีถึง เดือน ต.ค.68 เงินบาทแข็งค่าราว 4.5% หากเทียบกับประเทศในอาเซียน เช่น ไต้หวัน มาเลเซีย ค่าเงินแข็งกว่าประเทศไทย ซึ่งการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทนั้น นอกจากเป็นผลมาจากการขึ้นและลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เป็นเรื่องของเงินเข้าและเงินออกด้วย เมื่อพบธุรกรรมต้องสงสัย ธปท. ได้ติดตามและร่วมหารือกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยที่ไหลเข้าประเทศไทยและมีผลต่อค่าเงินบาท
“ธปท. ไม่ได้เห็นทุกอย่าง บางทีธุรกรรมที่ไหลเข้าก็เป็นธุรกรรมที่ไม่ได้เห็นชัดเจน แต่เราสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นได้ เช่น ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง สำนักงาน ปปง. ซึ่งอันนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ”
นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ เรื่องทองคำ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเทรดผ่านแอปพลิเคชั่นและมีการใช้เงินบาท ทำให้เพิ่มแรงซื้อบาทเข้ามา ซึ่งไม่เกี่ยวกับการซื้อขายทองคำแท่งหรือรูปพรรณ
เช่น เมื่อราคาทองขึ้น ผู้ค้าทองต้องไปทำธุรกรรมในการขายทอง ทำให้เกิดแรงซื้อในรูปเงินบาท หรือการขายดอลลาร์สหรัฐฯ และซื้อด้วยเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น
ทั้งนี้ ธปท. กระทรวงการคลัง และผู้ค้าทอง ในการดูแลในเรื่องมาตรการว่าจะดูแลในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม อาจจะไม่มีการออกนโยบายโดยไม่มีความจำเป็น โดยจะทำด้วยความระมัดระวัง
นายวิทัยกล่าวว่า แนวความคิดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ Sovereign Wealth Fund: SWF ไม่มีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากเงินทุนสำรองอยู่ในรูปแบบของเงินสกุลต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากเป็นการกองทุนที่ตั้งเป็นเงินบาทเพื่อไปซื้อดอลลาร์ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้มีเงินก้อนนั้น ดังนั้นการตั้ง SWF เพื่อจะทำให้บาทอ่อนไม่ถูกต้องตามทฤษฎี
“ถามว่าจะตั้ง SWF หรือไม่นั้น ยังไม่มีความคิดในตอนนี้เลย แต่หากมีการเสนอมาก็อาจจะต้องเข้าไปดู แต่ตอนนี้ไม่มีแนวความคิดนี้ ซึ่งแบงก์ชาติมีการบริหารทุนสำรองอยู่แล้วและมีความซับซ้อนมาก”
